พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือและเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการแก้ไขปัญหาและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกระทรวงยุติธรรมได้บูรณาการกำลังร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติกรรมการกักตุนและลักลอบขนส่งน้ำมันอย่างเข้มงวด
พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบสาเหตุของการขาดแคลนน้ำมันของสถานีบริการน้ำมัน ช่วงวิกฤตว่าหาสาเหตุคืออะไร ในห้วงวันที่ 21-25 มีนาคม ที่ผ่านมา พบความผิดปกติ 3 ส่วน คือ
1. คลังน้ำมันผู้ประกอบการน้ำมัน มาตรา 7 (ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่) จำนวน 3 แห่ง มาตรา 10 (จ็อบเบอร์) จำนวน 2 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำมันจำนวนมาก แต่ไม่ได้มีการจ่ายออกไป หรือจ่ายน้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่เคยมีมา
2. การขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นทางเรือมีความล่าช้ากว่าปกติ มีเรือหลายลำมีพฤติการณ์ไปจอดลอยลำเพื่อรอเวลาให้ราคาน้ำมันขึ้นก่อนส่งให้คลังน้ำมันจุดหมายปลายทาง เป็นปริมาณน้ำมัน 7.9 ล้านลิตร
3. การขนส่งน้ำมันทางบก จากคลังไปปั๊มน้ำมัน มีไม่ระบุจุดหมายปลายทาง จำนวน 662 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 2,137,900 ลิตร อีกทั้งยังพบว่า มีการลักลอบส่งไม่ตรงเป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้ ออกนอกเส้นทาง หรือ ปิด GPS จำนวน 15 เที่ยว น้ำมันปริมาณ 148,000 ลิตร ส่งผลให้น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน
พล.ต.อ.ธัชชัย เปิดเผยว่า ค่าเฉลี่ยของการจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมัน มีค่าเฉลี่ยวันละ 2 ล้านลิตร ระหว่างวันที่ 21-24 มีนาคม มีการจ่ายน้ำมันปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ จากนั้นวันที่ 25 มีนาคม ได้มีการจ่ายน้ำมันปริมาณสูงกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากวันที่ 26 มีนาคม ประกาศปรับราคาน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท เป็นการตั้งข้อสังเกตว่า คลังน้ำมัน 3 แห่ง มีน้ำมันจำนวนมากที่สามารถจ่ายให้ปั๊มน้ำมันได้แต่ไม่จ่าย จึงต้องมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในการดำเนินการต่อไป การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 โดยคลังน้ำมัน 5 แห่งดังกล่าว จะต้องสอบปากคำที่เกี่ยวข้อง 64 ราย รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติม สถานที่และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบว่ามีการทำผิดกฏหมายก็จะดำเนินคดีทันที
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการกับคลังน้ำมันใน จ.อ่างทอง ซึ่งพาณิชย์จังหวัดฯ ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีในกรณีที่ขายสินค้าเกินราคา และคุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษจะรับเป็นคดีพิเศษต่อไป ส่วนใน จ.ตาก พบว่ามีการลักลอบส่งออกน้ำมัน 40,000 ลิตร ไปนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และ จ.นครสวรรค์ พบว่ามีการลักลอบกักตุนและขนถ่ายไม่เป็นไปตามจุดหมายปลายทางในใบกำกับขนส่ง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะไปตรวจสอบบผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 และมาตรา 7 ทั่วประเทศ ว่ามีการกักตุนน้ำมันหรือไม่
ด้าน พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลพยานหลักฐานทุกมิติ ทั้ง พยานบุคคล และพยานเอกสาร จากโรงกลั่น 6 โรง คลังน้ำมัน 92 แห่ง ซึ่งจะต้องรายงานรายการบัญชีรายรับ-รายจ่ายน้ำมันเป็นรายวัน รวมถึงนำข้อมูลการใช้ไฟฟ้าของโรงและคลังน้ำมันมาตรวจสอบประกอบว่าในแต่ละแห่งมีการใช้ไฟฟ้าผิดปกติหรือไม่ นอกจากนี้ ยังนำข้อมูลรถขนน้ำมัน 11,067 คัน ซึ่งติดตั้ง GPS บริษัทจ็อบเบอร์ 245 แห่ง ปั๊มน้ำมัน 24,556 แห่ง ปั๊มน้ำมันปิดบริการ 187 แห่ง จากพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีการรวบรวมทำให้เกิดสมมุติฐาน 3 ข้อ
สำหรับผลการตรวจสอบคลังน้ำมันที่ฝ่าฝืนกฎหมายควบคุม และค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พบว่ามีคลังน้ำมัน 3 แห่ง ที่เข้าข่ายกักตุนเกงกำไรส่วนต่างราคา และลักลอบค่าน้ำมันโดยเรื่องกฎหมาย ได้แก่ บจก. ชื่นกอบชัย ลัคกี้ ออยล์ ใน อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง มีพฤติการณ์จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรม (น้ำมันเตา) โดยไม่ได้รับอนุญาต, มีถังเก็บเกิน 200,000 ลิตร เข้าข่ายต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 10 และรับจ้างขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่ได้จดทะเบียนผู้ค้าน้ำมัน มาตรา 12 , บจก.ท่อส่งปิโตรเลียมไทย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นบริษัทรับจ้างขนส่งน้ำมันทางท่อและเก็บน้ำมันให้กับ 6 บริษัทน้ำมัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ต้องสงสัย เพราะเป็นบริษัทรับจ้างส่งน้ำมันตามออเดอร์ของลูกค้า ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบที่มาที่ไปและปลายทางของน้ำมันของลูกค้าทั้งหมด ตำรวจได้ตรวจสอบไปจนถึงปริมาณการใช้ไฟในการขนส่งน้ำมันแต่ละครั้งเพื่อนำมาเปรียบเทียบกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น , บจก. วีระสุวรรณ อำเภอเมืองสมุทรสาคร เป็นคลังน้ำมันเพื่อการจำหน่ายทั่วไป (จ็อบเบอร์) มีพฤติการณ์มีถังเก็บน้ำมันดีเซล 40,000 ลิตร พร้อมจ่ายให้ลูกค้ามาเติม และเก็บเงินค่าน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต และขออนุญาตใช้ถังเก็บก๊าซธรรมชาติเหลว แต่นำมาใช้เก็บน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นการใช้งานผิดประเภท
ขณะที่ พล.ร.อ.ธาดาวุธ เผยว่า ศรชล. ตรวจสอบข้อมูลพบว่าพื้นที่ทางทะเลมีความสำคัญในการขนส่งน้ำมัน โดยช่วง มี.ค. เกิดวิกฤตกักตุนน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง จากการวิเคราะห์พบพฤติกรรมเรือ จำนวน 99 เที่ยวเรือ มีความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ คือ เดินเรือล่าช้า 1 วัน (14 เที่ยวเรือ) และ เดินเรือล่าช้า 2 วัน (6 เที่ยวเรือ) มีการปิดระบบ AIS (automatic identification system) 10 เที่ยวเรือ ถือเป็นการกระทำที่ไม่ปกติ เพราะตามกฏหมายแล้วเรือจะต้องเปิดระบบ AIS ตลอดเวลา และพบพฤติกรรมเรือลอยลำประชิดกันในทะเล หรือ ship to ship 2 เที่ยวเรือ และมีการเดินเรือใน ลักษณะของการประวิงเวลา 8 เที่ยวเรือ ซึ่งข้อมูลนี้ได้ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว เพื่อใช้ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษต่อไป นอกจากนี้ ยังดำเนินคดีกับผู้ลักลอบขนส่งน้ำมันทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา ระบุว่า ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ 59/2569 โดยมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ตรวจสอบ 6 โรงกลั่นภาคตะวันออกที่เรือน้ำมันลำเลียงส่ง จ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 2 ประการ คือ
1.พฤติกรรมเรือต้องสงสัย ปิดระบบระบุตัวตนอัตโนมัติ (สัญญาณ AIS : Automatic Identification System) และลักลอบถ่ายเทน้ำมันกลางทะเล ข้อมูลจากระบบวิเคราะห์พฤติกรรมทางเรือของ ศรชล. ตรวจสอบพบความผิดปกติของการเดินเรือจำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 24 เที่ยวเรือต้องสงสัย โดยพบข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเรือถึง 10 เที่ยวเรือที่มีการปิดสัญญาณ AIS (Dark activity) , มี 2 เที่ยวเรือที่มีการจอดเทียบกันในทะเล (Ship to Ship : STS) นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเรือที่ใช้เวลาเดินทางล่าช้ากว่าปกติ 1-2 วันหรือประวิงเวลา จำนวน 8 เที่ยวเรือ ของ 8 บริษัท จากเรือ 12 ลำ
2.ปริมาณน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จากการตรวจสอบเอกสารแบบ น.ม.9 และ น.ม.10 พบว่ามีการแก้ไขวันที่เรือออกเดินทางจากเดือน ก.พ. เป็นเดือน มี.ค. ทำให้ระยะเวลาขนส่งจากชลบุรีไปสุราษฎร์ธานีที่ควรใช้เวลาเพียง 1 วัน กลายเป็น 1 เดือน ที่สำคัญยังพบเรือจำนวน 22 เที่ยวเรือ (จากเรือ 15 ลำ) ที่มีปริมาณน้ำมันปลายทาง "มากกว่า" ปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นต้นทาง ซึ่งในความเป็นจริงน้ำมันย่อมต้องมีการระเหยและลดลงระหว่างการขนส่ง
ส่วนปริมาณน้ำมันหายที่ จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 60 ล้านลิตร ไม่สามารถยืนยันจำนวนตัวเลขได้ชัดเจนเพราะขณะนี้ยังมีเอกสารของหน่วยงานราชการที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยจะมีการเรียกผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลที่ดีเอสไอ ภายในสัปดาห์หน้า
นายเอกนัฏ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคม ที่เกิดวิกฤตมีการกลั่นน้ำมันมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 แต่ยังได้รับแจ้งว่าปั๊มน้ำมันถูกลดโควตา แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีการกักตุนเกร็งกำไร ด้วยการซื้อน้ำมันในราคาเก่าที่ถูก เพื่อเก็บและไปรอขายในราคาใหม่ที่แพงกว่า โดยในช่วงเดือนมีนาคม ใช้เงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยกว่า 60,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาถูก แต่พบว่าเงินชดเชยจำนวนนี้กลับไปชดเชยให้กับผู้ค้าให้ได้รับกำไรมากกว่าที่ควร ดังนั้น กระทรวงพลังงานได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันทั้งหมด รวมถึงเรียกเก็บข้อมูลปริมาณน้ำมันทั้งปริมาณที่มีอยู่ ปริมาณที่รับ และปริมาณที่จ่ายออกทุกวัน
ส่วน นายประเสริฐ อธิบายเพิ่มเติมถึง ความผิด นอกจากจะตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ และ ความผิดตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีอัตราโทษไม่สูง แต่พฤติการณ์ยังเข้าข่ายความผิด พ.ร.ก.ป้องกันและแก้ไขภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี ถือว่าเป็นโทษหนัก


