นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข มีความห่วงใยและกำชับให้ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด รวมถึงบริหารจัดการอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลและลดผลกระทบทางสุขภาพของประชาชน ซึ่งจากการติดตามคุณภาพอากาศเมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ พบค่าฝุ่น PM 2.5 (เฉลี่ย 24 ชั่วโมง) เกินมาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) หรืออยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีส้ม) จำนวน 41 จังหวัด และเกินมาตรฐาน 3 วันขึ้นไป 32 จังหวัด
ขณะที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) คือเกิน 75 มคก./ลบ.ม. จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงใหม่ 314.30 มคก./ลบ.ม. 2.เชียงราย 225.40 มคก./ลบ.ม. 3.ลำพูน 183.00 มคก./ลบ.ม. 4.แม่ฮ่องสอน 175.20 มคก./ลบ.ม. 5.น่าน 161.70 มคก./ลบ.ม. 6.พะเยา 149.50 มคก./ลบ.ม. 7.บึงกาฬ 147.50 มคก./ลบ.ม. 8.ลำปาง 124.60 มคก./ลบ.ม. 9.แพร่ 119.20 มคก./ลบ.ม. 10.พิษณุโลก 93.40 มคก./ลบ.ม. 11.หนองคาย 92.00 มคก./ลบ.ม. 12.นครพนม 83.60 มคก./ลบ.ม. และ 13.เลย 75.60 มคก./ลบ.ม. โดยบางจังหวัดค่าฝุ่นอยู่ระดับสีแดงต่อเนื่อง เช่น น่าน เชียงราย ลำพูน (12 วัน) พะเยา ลำปาง (11 วัน) เชียงใหม่ แพร่ (10 วัน) คาดการณ์ว่าช่วง 1-2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน จากความหนาแน่นของจุดความร้อนมีน้ำหนักมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ
ทั้งนี้ มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM 2.5 แล้วใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่า สถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (4 เม.ย.) จึงประชุมกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 1 เพื่อติดตามการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด
ขณะที่ค่าฝุ่นอยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) คือเกิน 75 มคก./ลบ.ม. จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ 1.เชียงใหม่ 314.30 มคก./ลบ.ม. 2.เชียงราย 225.40 มคก./ลบ.ม. 3.ลำพูน 183.00 มคก./ลบ.ม. 4.แม่ฮ่องสอน 175.20 มคก./ลบ.ม. 5.น่าน 161.70 มคก./ลบ.ม. 6.พะเยา 149.50 มคก./ลบ.ม. 7.บึงกาฬ 147.50 มคก./ลบ.ม. 8.ลำปาง 124.60 มคก./ลบ.ม. 9.แพร่ 119.20 มคก./ลบ.ม. 10.พิษณุโลก 93.40 มคก./ลบ.ม. 11.หนองคาย 92.00 มคก./ลบ.ม. 12.นครพนม 83.60 มคก./ลบ.ม. และ 13.เลย 75.60 มคก./ลบ.ม. โดยบางจังหวัดค่าฝุ่นอยู่ระดับสีแดงต่อเนื่อง เช่น น่าน เชียงราย ลำพูน (12 วัน) พะเยา ลำปาง (11 วัน) เชียงใหม่ แพร่ (10 วัน) คาดการณ์ว่าช่วง 1-2 วันข้างหน้า ปริมาณฝุ่นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน จากความหนาแน่นของจุดความร้อนมีน้ำหนักมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ
ทั้งนี้ มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (PHEOC) กรณีฝุ่น PM 2.5 แล้วใน 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน ลำพูน นครพนม พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน บึงกาฬ ตาก และพิษณุโลก ซึ่งจากข้อมูลจะเห็นว่า สถานการณ์ค่อนข้างมีความรุนแรงในพื้นที่ภาคเหนือ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (4 เม.ย.) จึงประชุมกับ PHEOC เขตสุขภาพที่ 1 เพื่อติดตามการดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ และได้ออกข้อสั่งการถึงสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและทีมปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องทุกจังหวัดในเขตสุขภาพที่ 1 รวม 9 ข้อ ได้แก่ 1.ให้หน่วยบริการทุกแห่งตรวจสอบข้อมูลผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยใช้ข้อมูลจากระบบสารสนเทศโรงพยาบาล (HIS) เป็นหลัก เพื่อนำไปประเมินสถานการณ์ พร้อมรายงานผลการตรวจสอบตามระยะเวลาที่กำหนด


