วันนี้ (30 มี.ค.) นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง ว่า ถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาฝุ่น (ยกเว้นคุณอนุทิน) จนถึงวันนี้ สถานการณ์ฝุ่นในเชียงใหม่รวมถึงภาคเหนือแทบทุกจังหวัดอยู่ในระดับที่เลวร้าย ไม่เหมาะแก่การดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติของมนุษย์ ดังมีหลักฐานปรากฏอย่างชัดแจ้งว่า ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่ขึ้นไปในระดับสีม่วง อันมีความหมายว่าอันตรายต่อชีวิตทุกชีวิตที่สูดลมหายใจเข้าไป
สถานการณ์เช่นนี้ มีกฎหมายหลายเรื่องที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ไล่มาตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น แต่จะพบว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแทบจะไม่เกิดขึ้น ได้เคยมีการใช้กฎหมายฟ้องคดีต่อนายกรัฐมนตรี (ในยุค พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2566 เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงศาลปกครองก็ได้ตัดสินให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการหนึ่งปีให้หลัง แต่แทบทั้งหมดนอกจากการส่งเอกสารหลายเล่มหนาร้อยหน้าพันหน้ากลับมายังศาลและผู้ฟ้องคดีแล้ว การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพที่เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริงก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็น การคาดหวังว่าการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้คนอย่างเท่าทันกับเหตุการณ์คงเป็นไปได้ยาก
ส่วนที่พอจะเป็นไปได้นั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ควรต้องดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจของตนเองที่ยังพอกระทำได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อระดมทรัพยากรรวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนประชาชนในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถออกคำเตือนถึงอันตรายต่อสุขภาพของชีวิตของประชาชน เพื่อให้มีการป้องกันตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือการจัดหาและกระจายอุปกรณ์ป้องกันตนเองออกไปสู่มือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก สถาบันการศึกษาควรพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือกับปัญหาฝุ่น ฯลฯ
สถานการณ์เช่นนี้ มีกฎหมายหลายเรื่องที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ไล่มาตั้งแต่ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่น แต่จะพบว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแทบจะไม่เกิดขึ้น ได้เคยมีการใช้กฎหมายฟ้องคดีต่อนายกรัฐมนตรี (ในยุค พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2566 เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงศาลปกครองก็ได้ตัดสินให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินการหนึ่งปีให้หลัง แต่แทบทั้งหมดนอกจากการส่งเอกสารหลายเล่มหนาร้อยหน้าพันหน้ากลับมายังศาลและผู้ฟ้องคดีแล้ว การแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพที่เข้าใจถึงปัญหาอย่างแท้จริงก็ไม่ได้ปรากฏให้เห็น การคาดหวังว่าการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้คนอย่างเท่าทันกับเหตุการณ์คงเป็นไปได้ยาก
ส่วนที่พอจะเป็นไปได้นั้น เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ควรต้องดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจของตนเองที่ยังพอกระทำได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อระดมทรัพยากรรวมถึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนประชาชนในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถออกคำเตือนถึงอันตรายต่อสุขภาพของชีวิตของประชาชน เพื่อให้มีการป้องกันตนเองเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือการจัดหาและกระจายอุปกรณ์ป้องกันตนเองออกไปสู่มือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางจำนวนมาก สถาบันการศึกษาควรพิจารณาหาแนวทางที่เหมาะสมในการรับมือกับปัญหาฝุ่น ฯลฯ


