นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่า ในภาวะวิกฤตนี้ กระทรวงพาณิชย์กำชับให้เตรียมความพร้อม โดยกรมการค้าภายใน ทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ให้เน้นย้ำเรื่องของสินค้าควบคุม ทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค ซึ่งมีอยู่แล้ว 59 รายการ และได้มีการจัดการประชุม กจร. เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ให้ทบทวนว่า ควรจะเพิ่มเติมในเรื่องสินค้าที่จะต้องดูแลให้ไม่มีผลกระทบกับประชาชน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะเพิ่มเติมมา 7 รายการด้วยกัน โดยได้ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว เป็นสินค้าที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปสงค์ อุปทาน ตัวอย่างเช่น เม็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด ซอสปรุงรส ทั้งน้ำปลาและซีอิ๊ว เป็นต้น
นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้าที่ควบคุมดูแลอยู่แยกออกเป็น 12 หมวด และมีระดับความเข้มข้น 5 ระดับ ซึ่งระดับที่เข้มข้นสูงสุดคือ หากจะขยับราคาจะต้องมีการขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน มีทั้งหมด 8 สินค้า เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป นมผงและนมเหลว นมเปรี้ยว เป็นต้น
โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มีการพูดคุยกับผู้ประกอบการแล้ว ย้ำว่า ยังสามารถดูแลสต๊อกที่มีอยู่ได้ในหมวดสินค้าจำเป็นที่ควบคุมดูแลอยู่ได้ แต่ในหมวดสินค้าทั่วไปยอมรับว่าจะมีการปรับขึ้นราคาตามที่ประชาชนได้รับทราบ เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น
ขณะที่เรื่องการหาวัตถุดิบเพิ่มเติมในภาคของเกษตรกรที่กำลังจะมีการเก็บเกี่ยวในบางพืชผลนั้น กระทรวงพาณิชย์จะติดตามเรื่องปุ๋ย ซึ่งมีสต๊อกเพียงพอในประเทศถึงประมาณเดือนเมษายน ซึ่งจะหาเข้ามาเพิ่มเติมได้ แต่อาจมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวประมง โดยการหารือถึงแนวทางการช่วยค่าปุ๋ย รวมถึงทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปรับสูตรปุ๋ยให้ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้ามากขึ้น หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมในพื้นที่ที่สามารถทำได้
นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงราคาสินค้าบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ในสินค้าควบคุม แต่เป็นสินค้าที่จำเป็น ได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการและได้รับความร่วมมืออย่างดีที่จะทำสินค้า "ไทยช่วยไทย" โดยส่งสินค้าราคาพิเศษลงไปทั้ง 77 จังหวัดผ่านทางผู้ค้าปลีกค่าส่ง และยังมีโครงการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนโดยส่งตรงให้กับผู้เปราะบาง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อเนื่องกับทางกระทรวงการคลัง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในเรื่องการบริหารจัดการสินค้าจำเป็น มีการดูแลเรื่องการเก็บสต็อกสินค้าเพื่อไม่ให้มีการเก็บสต็อกมากเกินไป และบริหารจัดการไม่ให้มีการขาดช่วง ซึ่งทีมงานของกระทรวงพาณิชย์ได้ลงไปดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีมาตรการในการตรวจจับตาม พ.ร.บ.สินค้าและบริการ อย่างเข้มข้น


