นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญ เนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรายงานว่า สถานการณ์การปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยมีสาเหตุหลักจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอาจมีการใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลให้ดินและกากแร่ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม และปรอท ไหลลงสู่ลำน้ำสายหลักและเข้าสู่ประเทศไทย กระทบต่อคุณภาพน้ำ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
จากการพิจารณาร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงบประมาณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลการดำเนินงานในภาพรวมว่า ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ในด้านการติดตามคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และพื้นที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยตรวจวัดโลหะหนักในน้ำเดือนละ 2 ครั้ง และเก็บตัวอย่างตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 พร้อมเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษ และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงให้บริการตรวจวัดสารหนูด้วยชุดทดสอบเบื้องต้น
ด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและคัดกรองผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง โดยกรมควบคุมโรคได้จัดทำแผนตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุกในพื้นที่ ขณะที่กรมอนามัยได้ตรวจคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านในพื้นที่ริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย พบว่าหลายพื้นที่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และได้แจ้งผลการตรวจพร้อมให้คำแนะนำการใช้น้ำอย่างปลอดภัยแก่ประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้ว
ในส่วนของการจัดหาน้ำสะอาด การประปาส่วนภูมิภาคและหน่วยงานในพื้นที่ได้เร่งเฝ้าระวังคุณภาพน้ำดิบและน้ำประปาอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีการแจกจ่ายน้ำอุปโภคบริโภคให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง พร้อมทั้งวางแผนพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว
สำหรับผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยกรมการข้าว กรมประมง และกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ตรวจสอบคุณภาพตะกอนดิน สัตว์น้ำ และผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ผลการตรวจสอบที่มีอยู่ในขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอาหารตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ในด้านการฟื้นฟูและสนับสนุนงบประมาณ กรมควบคุมมลพิษได้เสนอขอรับการสนับสนุนงบกลาง รวมถึงตั้งงบประมาณเฉพาะสำหรับปี 2569–2570 เพื่อดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดน และเห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำรวม 14 โครงการ วงเงินงบประมาณ 188.36 ล้านบาท เพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณต่อไป
นอกจากนี้ ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ไทยได้หารือกับฝ่ายเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับเทคนิคและระดับรัฐต่อรัฐ โดยมีการประชุมหารือร่วมกันเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก และเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วมระหว่างไทยและเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และพิจารณาความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่สำรวจร่วมกันบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังฝ่ายเมียนมา
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพประชาชนและสิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยเดินหน้าทั้งการตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพประชาชน การจัดหาน้ำสะอาด การติดตามผลกระทบต่อภาคเกษตรและประมง ตลอดจนการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


