นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาสรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานว่า
1. ธุรกิจนำเที่ยวถือเป็นธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจัดให้มีบริการและการอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทยและดึงดูด นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดการส่งเสริมด้านตลาดการท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบนายทุนต่างชาติบางกลุ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่างๆ อย่างครบวงจร ทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ยานพาหนะรับ-ส่งนักท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก และธุรกิจบริการอื่นๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ
อีกทั้งพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณีของกลุ่มนายทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวของคนไทยไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งแสวงหาผลกำไรจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่สุจริต โดยการแนะนำให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามร้านค้าและสถานประกอบการในเครือข่ายของตน ซึ่งกำหนดราคาไว้สูงเกินปกติ
นอกจากนี้ มีการใช้คนต่างชาติมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ ส่งผลให้เกิดปัญหามัคคุเทศก์ต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยพบพฤติกรรมการข่มขู่ บังคับ นักท่องเที่ยวซื้อสินค้า การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งการละทิ้งนักท่องเที่ยว
2. จากสภาพปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐยังขาดมาตรการหรือกลไกในการควบคุม กำกับดูแลหรือตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีการเรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยหลีกเลี่ยง หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทย ตลอดจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 122/2568 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะฯ และให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญครอบคลุม 5 ด้าน สรุปได้ดังนี้
(1) ด้านการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ของคนต่างด้าว
(2) ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว
(3) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทยและการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ
(4) ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว
(5) ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในป้องกันและปราบปรามการทุจริต


