นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและดัชนีความเชื่อมั่นการค้าไทย เดือนกุมภาพันธ์ 2569 (ยังไม่รวมผลกระทบจากสงครามสหรัฐ–อิสราเอล–อิหร่าน) ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมเพิ่มจาก 46.4 เป็น 47.3 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และสูงสุดในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่มิถุนายน 2568
ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจปัจจุบันเพิ่มจาก 32.9 เป็น 34.0 ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจในอนาคต 6 เดือนข้างหน้า เพิ่มจาก 59.9 เป็น 60.6
ปัจจัยหนุนมาจาก GDP ไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าคาด และปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2569 เป็น 2% รวมถึงความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลใหม่ และเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น
ขณะเดียวกันคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี เพื่อหนุนเศรษฐกิจและลดภาระหนี้ภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมทั้งสถานการณ์ชายแดนกัมพูชาที่คลี่คลายตั้งแต่ปลายปี 2568
นอกจากนี้ การส่งออกเดือนมกราคม 2569 ขยายตัว 24.44% มูลค่า 31,573.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ SET Index เดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้น 202.64 จุด เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ดัชนีทุกตัวยังต่ำกว่าระดับปกติที่ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจโดยรวม และมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
ปัจจัยเสี่ยงยังมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่อาจดันราคาพลังงานโลกสูงขึ้น ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ค่าเงินบาทแข็งค่า ปัญหาค่าครองชีพ และรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่าย รวมถึงราคาสินค้าเกษตรบางชนิดที่ยังต่ำ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ คาดว่าในช่วง 4 เดือนแรกของปี ผู้บริโภคจะยังระมัดระวังการใช้จ่าย เพื่อรอดูความชัดเจนนโยบายรัฐบาลและสถานการณ์ความขัดแย้งต่างประเทศว่าจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเตรียมรับมือความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจกระทบราคาพลังงานโลก เร่งแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ สนับสนุน SMEs แก้ปัญหาหนี้สิน ดูแลราคาสินค้าเกษตร และเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าคุณภาพต่ำ เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ


