นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
กรณีใบส้ม 70 ล้าน แม้ศาลฎีกายกฟ้อง กลับคำตัดสินศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ให้บทเรียนอะไรแก่สังคมและ กกต.บ้าง
1. คำพิพากษาของศาลฎีกา เน้นว่า กกต.ตัดสินเป็นองค์คณะในการให้ใบส้มแก่ นายสุรพล เกียรติไชยากร โดยไม่มีโกรธเคืองมาก่อน จึงไม่นับว่าเป็นการกลั่นแกล้ง เป็นคำพิพากษาที่ทุกฝ่ายต้องน้อมรับ
2. แม้อำนาจในการวินิจฉัยใบส้มเป็นของ กกต. แต่ ในอนาคต กกต. พึงวินิจฉัยด้วยความละเอียดรอบคอบ มิเช่นนั้น ก็อาจเกิดปัญหาการฟ้องร้องดำเนินคดีที่ต่อเนื่องถึง 3 ศาล ใช้เวลาเกือบ 8 ปี เสียเวลาและค่าใช้จ่ายของคู่กรณีมากมาย
3. การตัดสินของศาลฎีกา เป็นผลให้ กกต. ไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนมากหลายสิบล้านบาท ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน แม้ภายหลังอาจมีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิด แต่ก็เป็นไปได้ที่จะมีข้อสรุปว่า เป็นการประมาทเลินเล่อแต่ไม่ร้ายแรง ไม่ต้องมีใครชดใช้
4. หลังจากการให้ใบส้ม เมื่อปี 2562 แล้วกลายเป็นคดีความ ทำให้ กกต. แทบไม่มีคำวินิจฉัยให้ใบเหลือง ใบแดง ใบส้ม แก่ใครเลย จนเป็นที่ครหาว่า กลัวเกิดเรื่องเลยไม่กล้าฟันทุจริตเลือกตั้ง คำพิพากษาศาลฎีกาคราวนี้ เป็นการสร้างบรรทัดฐานว่า หากเป็นไปโดยสุจริต ไม่มุ่งกลั่นแกล้งบุคคลใด ศาลย่อมให้ความคุ้มครอง ดังนั้น จึงหวังที่จะเห็น กกต. จัดการกับผู้ซื้อเสียงอย่างจริงจัง มากกว่า ผลงานการเร่งประกาศผลเลือกตั้ง โดยไม่รับรู้กับเรื่องการซื้อขายเสียงที่ประชาชนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง
5. ขอแสดงความยินดีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งชุดที่แล้ว ที่หลุดพ้นจากคดีในเรื่องนี้ ยินดีกับสำนักงานที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณชดใช้ค่าเสียหาย และ ให้กำลังใจคุณสุรพล ผู้ที่ถูกใบส้มจาก กกต. และใช้ความพยายามในการเรียกร้องความเป็นธรรมแก่ตนเอง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จก็ตาม
หมายเหตุ : 13.00 น. ผมมีแถลงข่าวตรงนี้ครับ


