xs
xsm
sm
md
lg

ศบก.แถลงสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง เข้าข่ายวิกฤตด้านมนุษยธรรม ช่วยคนไทยติดค้างแล้ว 215 คน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ แถลงข่าวถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการให้ความช่วยเหลือคนไทย ผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า สถานการณ์โดยรวมในตะวันออกกลางยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน พื้นที่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ อิรัก ที่มีการโจมตีเพิ่มขึ้น และเลบานอน ซึ่งถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการอพยพของพลเรือน เข้าข่ายเป็นวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม โดยมีการโจมตีไปยังพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ เช่น ฐานทัพ ที่พักของคนอเมริกันในรัฐอ่าวอาหรับอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเปิด-ปิดน่านฟ้าในปัจจุบัน ประเทศที่ปิดน่านฟ้าสำหรับการบินพาณิชย์ ได้แก่ อิหร่าน อิสราเอล ซีเรีย อิรัก บาห์เรน คูเวต เลบานอน และกาตาร์ ส่วนยูเออีเริ่มกลับมาเปิดเที่ยวบินอย่างจำกัด เพื่อระบายผู้โดยสารที่ตกค้าง และยังไม่พบว่าได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พร้อมย้ำขอให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด แล้วแจ้งที่อยู่ ช่องทางติดต่อให้กับสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ในความรับผิดชอบได้ทราบ

นายปาณิดล ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทย ในพื้นที่ในตะวันออกกลาง ดังนี้

ประเทศอิหร่าน คนไทยกลุ่มแรกจากกรุงเตหะรานและเมืองกุม ได้เดินทางออกจากกรุงเตหะรานแล้วเมื่อช่วงเช้าตรู่วานนี้ (7 มี.ค.) จำนวน 62 คน และคาดว่าจะเดินทางถึงประเทศตุรกีในวันเดียวกัน อีกกลุ่มหนึ่งจะออกเดินทางในวันวันที่ 10 มีนาคมนี้

การนำคนไทยออกจากอิหร่านฝ่ายไทยได้ประสานงานกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐบาลอิหร่าน ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อให้มั่นใจว่าการอพยพเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ซึ่งเมื่อเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากอุปทูต ณ กรุงเตหะราน ว่า ขบวนอพยพใกล้ถึงจุดหมายที่ชายแดนระหว่างอิหร่านกับตุรกีแล้ว

พร้อมย้ำว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน จะย้ายไปปฏิบัติภารกิจที่ทำการชั่วคราวที่เมืองวาน ของตุรกี ตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 ตามที่ได้มีการประกาศไว้ และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน ยังพร้อมติดต่อให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่าน และที่ยังอยู่ที่ประเทศอิหร่านต่อไปด้วย

นอกจากนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ประเทศตุรกี ยังต้องปฏิบัติภารกิจอีกด้าน เพื่อรอรับคนไทยที่จะอพยพออกจากอิรักจำนวน 10 คน ซึ่งจะเดินทางข้ามด่านจากอิรัก เข้าสู่ตุรกีที่เมืองมาดิน เพื่อช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยต่อไป

ประเทศซาอุดีอาระเบีย เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ยังสามารถบินกลับประเทศไทยได้ โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศข้างเคียง ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ประเทศบาห์เรน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโดฮา กาตาร์ และเอกอัครราชทูต ณ คูเวต ที่น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ โดยนำคนไทยข้ามแดนมาเพื่อเดินทางกลับไทย หรือเดินทางไปยังปลายทางอื่นทางอากาศ

นอกจากนี้ ยังหารือถึงแนวทางการนำคนไทยกลับประเทศกับสายการบินเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยเที่ยวบินริยาด-กรุงเทพฯ ยังคงให้บริการและพร้อมพิจารณาเพิ่มเที่ยวบินอพยพคนไทยในประเทศต่างๆ ตามความต้องการ

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ได้ประสานช่วยเหลือคนไทยอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุดมีสายการบินเอมิเรตส์ และแอร์ Air Arabia ได้เปิดเส้นทางบินตั้งแต่ 6 มีนาคม โดยสายการบินเอมิเรตส์เริ่มทำการบินมายังกรุงเทพฯ และภูเก็ต รวมถึงสายการบินแอร์ Air Arabia ได้เริ่มทำการบินมายังกรุงเทพฯแล้วเช่นเดียวกัน

โดยรวมขณะนี้มีคนไทยที่ติดค้างอยู่ในตะวันออกกลางและได้รับความช่วยเหลือให้เดินทางกลับประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น 215 คน ส่วนของประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่ยังคงอำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำประชาชนคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ สามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดกระบวนการทางเอกสารต่อไป

ด้านนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรกล่าวถึงผลกระทบต่อการบิน การขนส่ง และมาตรการของกระทรวงคมนาคม ว่า ภาพรวมของกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีที่ให้ทุกหน่วยงานเตรียมรองรับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง และสั่งการให้กระทรวงคมนาคมจัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยให้หน่วยงานในสังกัดที่ทำหน้าที่กำกับดูแลทั้งทางอากาศ ทางน้ำ ทางบกและทางราง ได้ติดตามกำกับควบคุมใน 3 มิติ ได้แก่

1. การรักษาคุณภาพของการให้บริการ
2.ราคาค่าโดยสารที่เป็นธรรม และ
3.ความพร้อมการให้บริการ

เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อประชาชน และต้องรายงานเป็นประจำทุกวันโดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

โดยทางอากาศได้กำชับให้หน่วยงานที่ให้บริการผู้โดยสาร ได้แก่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมท่าอากาศยาน รวมทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลการขนส่งทางอากาศ หรือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ดำเนินการตรวจสอบกวดขันให้สายการบินคิดค่าโดยสารและค่าภาระการขนส่งสินค้าทางอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือผู้โดยสารตกค้าง และช่วยเหลือสายการบินที่จำเป็นต้องจอดอากาศยานค้างในประเทศไทย ในกรณีที่ไม่สามารถทำการบินได้

ส่วนของทางน้ำ ให้กรมเจ้าท่า และการท่าเรือแห่งประเทศไทย ตรวจสอบและกวดขันผู้ประกอบการเดินเรือภายในประเทศ โดยคิดค่าโดยสารในอัตราที่กำหนด ส่วนการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดร่วมระหว่างประเทศให้กำกับในการติดตามค่าระวาง ในกรณีค่าระวางสูงจนมีผลกระทบต่อผู้บริโภค

ส่วนการเดินทางทางบก มอบให้กรมการขนส่งทางบกตรวจสอบผู้ประกอบการถโดยสารประจำทาง และรถรับจ้างสาธารณะทุกประเภท ให้คิดค่าโดยสารตามอัตราที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยให้ราคาค่าโดยสารสอดคล้องกับราคาน้ำมันดีเซลที่รัฐบาลมีมาตรการควบคุมอยู่ ขณะเดียวกัน ให้ประเมินอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการขนส่งสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อมูลในการจัดทำมาตรการร่วมกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอสำหรับการให้บริการสาธารณะ ในส่วนการขนส่งทางราง มอบหมายให้กรมการขนส่งทางรางประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะต้นทุนของรถจักรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเพื่อจะเตรียมบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า

นายจิรโรจน์ ยังสรุปสถานการณ์การบินในส่วนของผลกระทบผู้โดยสารที่เดินทางทางทางการบินตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ ถึง 7 มีนาคม มีจำนวนเที่ยวบินที่ยกเลิกและล่าช้า รวม 584 เที่ยวบิน มีผู้โดยสารได้รับผลกระทบ 78,564 คน โดยรองนายกรัฐมนตรีสั่งให้กำกับการช่วยเหลือผู้โดยสารอย่างครบถ้วน และให้ท่าอากาศยานไทยจำกัดและกรมท่าอากาศยานให้การอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ และให้จัดเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้ข้อมูลอย่างใกล้ชิดประสานงานร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อดำเนินความสะดวก รวมถึงประสานสายการบินและจัดที่พักคอย และติดตามสถานการณ์สายการบินแบบเรียลไทม์เพื่อส่งผู้โดยสารกลับอย่างปลอดภัย

ส่วนการขนส่งสินค้าทางน้ำ ซึ่งมีผลกระทบจากการขนส่งสินค้า ไปเส้นทางประเทศในทวีปยุโรปที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนเส้นทาง จากผ่านเส้นทางตะวันออกกลางจำเป็นต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป แอฟริกา จะทำให้การเดินเรือใช้ระยะเวลามากขึ้น 15 วัน จากระยะเวลาปกติ ซึ่งจะมีผลต่อค่าระวางขนส่งสินค้า และการหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์ในอนาคต รวมถึงประเด็นเรื่องความแออัดของท่าเรือต่างๆ กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยติดตามข้อมูลเป็นรายวัน เพื่อเตรียมพร้อมในการบริหารจัดการให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการน้อยที่สุด ทั้งนี้ รองนายกฯ ได้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมดูแลอำนวยความสะดวกอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ หากประชาชนไม่ได้รับความสะดวกหรือมีข้อร้องเรียน ให้แจ้งมาที่กระทรวงคมนาคม ที่สายด่วน 1356 นอกจากนี้ หากได้รับผลกระทบค่าโดยสารและการบริการขนส่งสาธารณะ สามารถติดต่อสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง