นายสุบิน ป้อมโอชา ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า อาชีพเลี้ยงโคนมกำลังเผชิญความยากลำบากจากการเปิดเสรีนำเข้านมผงภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปใช้นมผงนำเข้าแทนน้ำนมดิบของเกษตรกรไทย ตั้งแต่มีข้อตกลง FTA นมผงจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ที่ลดภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ เกษตรกรได้รับผลกระทบอย่างมาก วันนี้จึงมาขอให้กระทรวงพาณิชย์ชะลอการนำเข้านมผงในปี 2569 ซึ่งมีการอนุมัติโควตาไว้ประมาณ 90,000 ตัน โดยขณะนี้ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งที่จะนำเข้าในงวดที่สองตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดยอยากให้ชะลอไว้ก่อนจนกว่าน้ำนมดิบของเกษตรกรไทยจะขายได้ทุกหยด
นายสุบิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังมีน้ำนมดิบของเกษตรกรที่ยังไม่มีผู้รับซื้อประมาณ 211 ตันต่อวัน หากมีการนำเข้านมผงเพิ่มเติมจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ของเกษตรกร
พร้อมกันนี้ สหกรณ์โคนมยังขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุนการระบายนมกล่องพาณิชย์ (UHT) ที่สหกรณ์นำไปบรรจุกล่องเพื่อช่วยรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร แต่ขณะนี้มีปริมาณคงคลังจำนวนมาก จึงอยากให้ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมการค้าภายใน ช่วยสนับสนุนช่องทางจำหน่าย เช่น จุดจำหน่ายของรัฐหรือสถานีบริการน้ำมัน เพื่อช่วยระบายสินค้าและนำรายได้กลับไปจ่ายค่าน้ำนมให้เกษตรกร
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ประทีปะวณิช รองประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงข้อเรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุข ว่า เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับปรุงการแสดงฉลากผลิตภัณฑ์นมให้มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะได้ระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำนมโคสดของเกษตรกรไทยกับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากนมผงนำเข้าที่นำมาละลายน้ำ
ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้บริโภคจำนวนมากต้องการสนับสนุนเกษตรกรไทย แต่ยังไม่สามารถแยกได้ว่า ผลิตภัณฑ์ใดใช้น้ำนมสดจริง หรือใช้นมผงนำเข้ามาทำเป็นนมคืนรูป จึงอยากให้มีการกำหนดฉลากที่ชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
ส่วนข้อเสนอถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้ผลักดันโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมตลอด 365 วันต่อปี จากเดิมที่ดื่มประมาณ 260 วันต่อปี เพื่อช่วยดูดซับน้ำนมดิบในช่วงปิดภาคเรียนซึ่งเป็นช่วงที่นมล้นตลาด
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดหางบประมาณเร่งด่วน เพื่อชำระค่าน้ำนมดิบที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ค้างจ่ายเกษตรกรมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ซึ่งมีมูลค่ารวมเกือบพันล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้เกษตรกร
นายสุบิน กล่าวว่า หากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข เกษตรกรบางพื้นที่อาจต้องเทน้ำนมทิ้ง หรือเลิกเลี้ยงโคนม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชไร่ เนื่องจากอุตสาหกรรมโคนมยังเชื่อมโยงกับพืชอาหารสัตว์ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด และหญ้าที่เป็นรายได้ของเกษตรกรอีกจำนวนมาก ตลอดจนการผลิตน้ำนมโคได้เองยังเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ
ด้านนายกฤชธนา ทองประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร 1 กรมการค้าภายใน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับหนังสือแทนปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับข้อเสนอของเกษตรกรไว้พิจารณา โดยก่อนหน้านี้กรมการค้าภายในได้ประชุมเตรียมแผนการกระจายนมกล่องของสหกรณ์เข้าสู่ตลาดภายในประเทศ ผ่านหลายช่องทาง ทั้งการจำหน่ายผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) และอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำนมดิบเป็นวัตถุดิบ นอกจากนี้ ยังมีแผนกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายร้านค้าธงฟ้าทั่วประเทศกว่า 169,138 ร้านค้า รวมถึงการนำไปจำหน่ายในงานธงฟ้าที่จัดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ตามแผนของกรมการค้าภายใน
พร้อมกันนี้ ยังได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงพันธมิตร เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้ การกระจายสินค้าในสถานีบริการน้ำมันจะพิจารณาตามเงื่อนไขและความเหมาะสมของขีดความสามารถในการรองรับสินค้าของแต่ละสถานีบริการ


