นายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เปิดเผยถึงการยึดทรัพย์ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ "ทนายตั้ม" ว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดมี 2 ส่วน ส่วนแรก คดีหมายเลขดำที่ ฟ26/2568 อัยการรับสำนวนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และได้ยื่นไต่สวนคำร้องเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีธนาคาร บ้านพักอาศัย และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท ส่วนที่สอง คดีหมายเลขดำที่ ฟ145/2568 ปปง.ส่งมาทีหลัง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นทรัพย์สินส่วนตัว 23 รายการ เช่น กระเป๋าแบนรด์เนม และโน้ตบุ๊ก ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้าน มูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ได้ดำเนินการยึดทรัพย์มา 2 ครั้ง แต่ในชั้นอัยการได้นำมารวมเป็นคดีเดียวกัน เนื่องจากมีมูลเหตุจากความผิดเดียวกัน คือข้อหาฉ้อโกงจาก น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย โดยยืนยันว่า การยึดทรัพย์ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บรักษาทรัพย์ไว้คืนให้ผู้เสียหาย ไม่ใช่เพื่อให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในส่วนของคดีอาญาก็ต้องไปต่อสู้กันในเรื่องของ "ให้โดยเสน่หา" ยืนยันว่าอัยการไม่ได้เร่งยื่นคำร้องเกินไป เพราะกฎหมายบังคับว่าภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ยึดทรัพย์มา และมูลฐานความผิดคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละส่วนกัน
โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะไปคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อตรวจสอบเหตุผลอย่างละเอียด หากเห็นว่าเหตุผลของศาลขัดกับข้อกฎหมายหรือพยานหลักฐาน ก็จะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามขั้นตอนกฎหมาย


