นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิต รถยนต์ในเดือนมกราคม 2569 ทั้งสิ้น 118,386 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกัน ร้อยละ 3.98 โดยผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยการนำเข้ามาขายในปี 2567-2568 เป็นปีแรกจากโครงการ EV 3.5 ทำให้ยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้า มีจำนวน 2,471 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 48.41 ทำให้ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่ง สูงสุดประวัติการณ์ 31,859 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 273.38 คาดยอดผลิตรถยนต์ทั้งปี 2569 เติบโตร้อยละ 10 เพราะยังมีแนวโน้มที่ดี
โดยการผลิตเพื่อส่งออก เดือนมกราคม 2569 ผลิตได้ 79,686 คัน เท่ากับร้อยละ 75.71 ของยอดการผลิตทั้งหมด การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ผลิตได้ 38,700 คัน เท่ากับร้อยละ 24.29 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 20.71 นับว่าไทยยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญ สำหรับยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ 73,936 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2568 ร้อยละ 53.77 เนื่องจากการเร่งส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการ EV 3.0 ซึ่งสิ้นสุดลง 2568 รวมทั้งเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 2:1 ของโครงการ EV 3.5 ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 31,859 คัน สัดส่วนร้อยละ 43.09 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันปีก่อน ร้อยละ 353.90 สูงสุดตั้งแต่มีการบันทึกยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
นายสุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จากยอดเสนอขอรับบีโอไอ 8 ล้านล้านบาทในปี 2568 รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงให้มากที่สุด หากรัฐบาลมีเสียงเกินครึ่งกว่า 300 เสียง ที่สำคัญหากรัฐบาลบริหารประเทศได้ครอบวาระ 4 ปี จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น เมื่อผลักดันการลงทุนจริงแล้ว ควรออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างรายได้ ทำให้คนไทยมีแรงซื้อเพิ่มเติม และมีเงินผ่อนชำระ ลดปัญหาหนี้เสียของแบงก์ จากเดิมเข้มงวดการปล่อยกู้รถกระบะ อีกทั้งขณะนี้เห็นสัญญาณรถบรรทุกยอดขายเติบโตติดต่อกัน 2-3 เดือนแล้ว นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี
ที่สำคัญ รัฐบาลต้องติดตามความเสี่ยงจากภาษีทรัมป์ ซึ่งได้จัดเก็บภาษีนำเข้ากับหลายประเทศทั่วโลกร้อยละ 15 ต้องจับตาดูว่า หลังจากบังคับใช้ 150 วัน ทรัมป์ จะเก็บภาษีแบบไหนเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีความไม่แน่นอนสูง เมื่อไทยต้องพึ่งพาการส่งออกร้อยละ 58 ของจีดีพี และยังมีเงื่อนไข CBAM ของสหภาพยุโรป ทำให้เพิ่มต้นทุนการส่งออกสำหรับรถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะ รวมถึงความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างภูมิภาค อาจกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วน ซับพลายเชน ลดลง อีกทั้งไทยยังเป็นผู้ส่งออกมอเตอร์ไซค์อันดับหนึ่งในตลาดสหรัฐฯ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่แข่ง


