นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักวิชาการอิสระ เข้ายื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง และประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคประชาชน พร้อมขอให้ดำเนินคดีอาญากับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้บริหารพรรคจำนวน 14 คน
นายทันกวินท์ กล่าวว่า คำร้องดังกล่าวมี 3 ประเด็นสำคัญ โดยประเด็นแรกคือการขอให้ยุบพรรคประชาชน กรณีความเกี่ยวข้องกับบริษัท สเปคเตอร์ซี ซึ่งมีหลักฐานเชื่อมโยงกับบุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมือง โดยระบุว่า น.ส.พรรณิการ์ ได้ให้สัมภาษณ์และพาสื่อมวลชนเข้าไปในอาคารอนาคตใหม่ พร้อมทั้งมีหลักฐานสะท้อนว่าอาคารดังกล่าวถูกเช่าโดยพรรคประชาชนทั้งหมด ซึ่งตนมีไฟล์ข้อมูลประกอบ
นายทันกวินท์ กล่าวว่า จากเอกสารที่พรรคประชาชนชี้แจงต่อ กกต. ระบุว่า ได้เช่าสำนักงานในอาคารดังกล่าวเป็นจำนวนเงิน 200,000 บาทต่อเดือน ซึ่งหมายความว่าทั้งอาคารดังกล่าวอยู่ในความครอบครองของพรรคประชาชน และจากการให้สัมภาษณ์ของ น.ส.พรรณิการ์ ยืนยันว่า สามารถเข้าใช้พื้นที่ตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 และสามารถสั่งการให้เปิด–ปิดเครื่องปรับอากาศได้ อีกทั้งยอมรับว่ามีพื้นที่ที่เปิดให้บริการในนามธุรกิจ “โซลบาร์” ซึ่งจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงบริษัทสเปคเตอร์ซีที่ระบุว่าตั้งอยู่ภายในอาคารดังกล่าว
นายทันกวินท์ ระบุเพิ่มเติมว่า มีข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคออกมาให้สัมภาษณ์ว่า พื้นที่บางชั้นของอาคารเป็นที่ตั้งของบริษัทสเปคเตอร์ซี ซึ่งประกอบกิจการผลิตสื่อ โดยเห็นว่า หากพรรคการเมืองยินยอมให้ธุรกิจสื่อมวลชนใช้พื้นที่ในลักษณะดังกล่าว อาจเข้าข่ายดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาผลกำไร อันอาจขัดต่อหลักการของพรรคการเมือง
นอกจากนี้ ยังอ้างถึงข้อมูลทางการเงินของบริษัทที่ระบุว่าประสบภาวะขาดทุนในปี 2566 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการใช้เงินกองทุนพรรคหรือเงินที่เกี่ยวข้องกับภาษีประชาชนไปสนับสนุนกิจการดังกล่าว อาจเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายพรรคการเมือง
ในส่วนประเด็นที่สอง คือการที่ น.ส.พรรณิการ์ ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง จึงไม่สามารถเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ แต่ยังมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของพรรค จึงตั้งคำถามว่าเข้าข่ายการสั่งการ ครอบงำ หรือชี้นำพรรคการเมืองหรือไม่ หากไม่ใช่ ทำไมพรรคประชาชนไม่มีใครออกมาปฏิเสธ เท่ากับว่าพรรคยินยอมให้บุคคลที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคครอบครอง ชี้นำพรรค
ประเด็นที่สาม คือการที่ผู้บริหารพรรคจำนวน 14 คน รวมถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้งสามคน มีส่วนเกี่ยวข้องหรือถือครองธุรกิจของสเปคเตอร์ซี ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสื่อ อาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้ง จึงขอให้ตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว
เมื่อถามว่ามีหลักฐานอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นายทันกวินท์ กล่าวว่า ขณะนี้มีทั้งภาพข่าว คลิปวิดีโอ และลิงก์คำสัมภาษณ์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อมูลที่ได้ยื่นให้เลขาธิการนายทะเบียนพรรคการเมืองตรวจสอบ ทั้งในส่วนของเอกสารบริษัท การไต่สวนข้อเท็จจริง และข้อมูลการจ่ายเงินประกันสังคม ซึ่งเห็นว่าอาจสะท้อนความสัมพันธ์ด้านการจ้างงานระหว่างพรรคการเมืองกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว
นายทันกวินท์ ยืนยันว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย และไม่ใช่การทำ "นิติสงคราม" โดยเห็นว่าทุกฝ่ายควรเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด


