นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความสำเร็จในการระงับข้อพิพาทกรณีเหมืองทองคำอัครา ว่า แม้ช่วงปี 2563 จะมีการแต่งตั้ง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เข้ามาเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเรื่องคดีเหมืองทองในขณะนั้น จากนั้นบทบาทของคณะกรรมการชุดดังกล่าว ก็สิ้นสภาพลงไปตามวาระของรัฐบาลในเดือนสิงหาคม 2566 จนกระทั่งเข้าสู่เดือนพฤษภาคม 2568 จึงมีการแต่งตั้งคณะทำงานระงับข้อพิพาทด้านการลงทุนกรณีเหมืองทองอัคราขึ้นมาใหม่ โดยมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานคณะทำงานฯ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง
ส่วนที่มีความพยายามเชื่อมโยงความสำเร็จนี้เกิดจากนายพีระพันธุ์ ที่เดินเกมคู่ขนานไปด้วยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทในครั้งนี้ เป็นผลจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ตน ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม วางกลยุทธ์การต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะทำงานฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด มีการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของประเทศไทยในเวทีสากลว่า ไทยพร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่กับการเจรจาอย่างฉันมิตร ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การเจรจานั้นจะต้องยึดหลักกฎหมาย และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่สร้างภาระให้กับประเทศไทยโดยเด็ดขาด ดังนั้น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยไม่หวั่นเกรงหากต้องสู้คดีให้จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการออกคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในกลางเดือน พ.ย. 2568 สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ทำให้คู่กรณีเล็งเห็นว่า การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ส่วนที่มีความพยายามเชื่อมโยงความสำเร็จนี้เกิดจากนายพีระพันธุ์ ที่เดินเกมคู่ขนานไปด้วยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่การยุติข้อพิพาทในครั้งนี้ เป็นผลจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ตน ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม วางกลยุทธ์การต่อสู้คดีอย่างเป็นระบบ จึงมอบหมายให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะประธานคณะทำงานฯ บูรณาการการทำงานร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายอย่างใกล้ชิด มีการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของประเทศไทยในเวทีสากลว่า ไทยพร้อมเต็มที่ในการต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการจนถึงที่สุด ควบคู่กับการเจรจาอย่างฉันมิตร ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ การเจรจานั้นจะต้องยึดหลักกฎหมาย และต้องไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่สร้างภาระให้กับประเทศไทยโดยเด็ดขาด ดังนั้น การส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยไม่หวั่นเกรงหากต้องสู้คดีให้จบในชั้นอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญก่อนการออกคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในกลางเดือน พ.ย. 2568 สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ทำให้คู่กรณีเล็งเห็นว่า การยุติข้อพิพาทโดยสมัครใจถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด


