นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ แถลงถึงพัฒนาการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากมีการลงนามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ว่า ในช่วงเกือบ 2 เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ชายแดนในภาพรวมถือว่ามีความสงบเรียบร้อย ประชาชนในพื้นที่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ ไทยเคารพและปฏิบัติตามถ้อยแถลงอย่างเคร่งครัด ซึ่งจากการพูดคุยกับประเทศต่างๆ ทุกประเทศยินดีกับข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะการทำให้การหยุดยิงมีความยั่งยืน และสนับสนุนให้ทั้ง 2 ฝ่าย เดินหน้าปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยตรง
กลไกลทวิภาคีต่างๅ สามารถเดินหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อสื่อสารกับนายปรัก สุคน รัฐมนตรีประเทศกัมพูชาอย่างสม่ำเสมอ ส่วนฝ่ายทหารมีช่องทางในการสื่อสารทั้งในระดับสูง รัฐมนตรีกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงระดับพื้นที่ชายแดน เป็นไปตามเจตนารมย์ของถ้อยแถลง
ช่องทางการประสานงานเหล่านี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินในการตรวจสอบข้อเท็จจริง และแจ้งความห่วงใยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายสามารถที่จะบริหารจัดการเหตุการณ์ชายแดนได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค หรือ RBC ซึ่งเป็นโอกาสที่ทหารทั้งสองฝ่าย ได้ปรึกษาหารือในเชิงลึกเพื่อการจัดการพื้นที่มีความยั่งยืน แปลทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปของผลลัพธ์การประชุมได้แต่ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่สำคัญที่ได้พบกันและยืนยันที่จะร่วมกันเจรจาเพื่อหาข้อสรุปต่อไป ถือเป็นเรื่องปกติในการเจรจาเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องใช้เวลา และอาจจะไม่สามารถหาข้อยุติภายในการประชุมเพียงครั้งเดียว
นายปาณิดล ยังกล่าวถึงการเดินหน้าเรื่องเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ว่า คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชาหรือ JBC จะเดินหน้าอีกครั้งหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของไทย
สำหรับกรณีที่พบการเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ ใครจะเดินหน้าต่อไป เช่น การที่กัมพูชาใช้ระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งไทยมีพันธกรณีที่ต้องรายงานและดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาออตตาวาต่อไป
ไทยประสงค์ที่จะเห็นการหยุดยิงอย่างยั่งยืน และทั้งสองฝ่ายต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างบรรยากาศที่จะเอื้อต่อการฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะพิจารณาแนวทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศต่อไป
นายปาณิดล กล่าวว่า ตอนนี้ฝ่ายไทยมีความห่วงกังวลที่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำการยั่วยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนและกล่าวหาไทยรวมถึงการปล่อยข่าวเท็จกับประชาคมระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทางการออกข่าวสาระนิเทศ แถลงการณ์ หรือการ กล่าวถ้อยแถลงบนเวทีระหว่างประเทศ เช่น ยูเนสโก ,องค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส (OIF) เป็นต้น ฝ่ายไทยได้ติดตามและชี้แจงข้อเท็จจริงมาโดยตลอด และเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับการตกลงในถ้อยแถลงระหว่างสองประเทศ อีกทั้งยังเป็นการลดทอนความพยายามของทั้งสองฝ่ายที่จะเดินหน้า และไม่เป็นผลดีกับการสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างกัน ฝ่ายไทยจึงขอเรียกร้องให้กัมพูชาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากช่องทางการประสานงานศูนย์ข่าวสารของทั้งสองฝ่ายที่มีอยู่ซึ่งเป็นจุดประสานงานหลักในการแก้ไขปัญหาข่าวปลอม
นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากำกับดูแลกำลังพลบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวดไม่ให้กระทำการยั่วยุที่ขัดกับเจตนารมการหยุดยิงหยุดยิง โดยที่ผ่านมาฝ่ายไทยได้ใช้ความอดทนอดกลั้นถือสันติวิธีอย่างเคร่งครัด
รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศฯ กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดตลอดมาคือความปลอดภัยของประชาชนชาวไทย รัฐบาลพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์อธิปไตยของไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งในด้านการถูกกระทรวงการต่างประเทศได้เดินหน้าชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องทุกเวที เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับถ้อยแถลงร่วม และในสัปดาห์นี้ขณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ หรือ ICRC จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนเพื่อสำรวจผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 เป็นการสะท้อนความโปร่งใส และความมุ่งมั่นของไทยตามกฎระหว่างประเทศ รวมถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
นายปาณิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลไทยยืนยันมุ่งมั่นจับมือกับนานาชาติเพื่อปราบปรามเครือข่ายออนไลน์สแกม ทั้งในระดับทวิภาคีอาเซียนและระดับโลก ตามที่ถ่ายได้เป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างประเทศในเรื่องนี้ ซึ่งมีการผลักดันเรื่องนี้กันอย่างต่อเนื่อง และทุกประเทศชื่นชมบทบาทของไทยในเรื่องนี้และพร้อมที่จะร่วมมือกันต่อไป ทั้งนี้ในระดับทวิภาคีไทยต้องการร่วมมือกับกัมพูชาในการปราบปราม อาชญากรรมออนไลน์อย่างเด็ดขาดเพราะสร้างความเสียหายอย่างมาก หวังว่ากัมพูชาจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ตามที่รัฐบาลกัมพูชาแถลงเจตนารมณ์ต่อสาธารณะไปแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ กล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดครองพื้นที่ของฝ่ายกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้เดินหน้าการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา หรือ JBC นายปาณิดล กล่าวว่า หลังจากมีการลงนามถ้อยแถลงร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศทั้งสองประเทศ ได้หารือในประเด็นต่างๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประเด็นดังกล่าวด้วย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน ซึ่งต้องใช้เวลาในการพูดคุย คงไม่สามารถยุติ หรือ เห็นผลที่ชัดเจนทันทีในการประชุม หรือหารือเพียงไม่กี่ครั้ง ซึ่งต้องให้เวลา
สำหรับกรณีที่นายฮุน มาเนต กล่าวหาว่าไทยนำลวดหนาม และตู้คอนเทนเนอร์วางไว้ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท นายปาณิดล กล่าวว่า เรื่องนี้กองทัพได้แถลงข่าวชี้แจงไปแล้ว


