นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากสภาพัฒน์ แถลงจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.5 นับว่าสูงกว่าคาดการณ์เดิมที่มองว่าโตเพียงร้อยละ 0.3 ทำให้เศรฐกิจทั้งปีเติบโตร้อยละ 2.4 จากเดิมมองว่าช่วงปลายปี ไทยต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจติดหล่มหนัก เมื่อออกมาตรการคนละครึ่งพลัส มาตรการเที่ยวดีมีคืน การเร่งรัดให้ส่วนราชการใช้งบฝึกอบรมสัมมนา ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นการบริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุน ดีขึ้นทุกตัว รวมทั้งดัชนีหุ้นไทย ทำให้เม็ดเงินกระจายไปทั่วภูมิภาค ดันให้ขนาดเศรษฐกิจไทยมีมูลค่า 19 ล้านล้านบาท ดีกว่าคาด 3 แสนล้านบาท
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเป็นบวกร้อยละ 3.3 จากเดิมตลอดทั้งปี ไตรมาส 1-3 โตเฉลี่ยร้อยละ 2.5 ทำให้รัฐบาลพอใจอย่างมาก โดยเฉพาะตัวเลขการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 8 มาจากการลงทุนภาคเอกชนร้อยละ 15 และการลงทุนภาคเอกชนโตร้อยละ 6 จากเดิมโตเพียงร้อยละ 2-3 นับเป็นสัญญาณการลงทุนดีขึ้นอย่างมาก จากความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้ง ภาคเอกชน ประชาชน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเตรียมเสนอนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี แก้ไขกฎหมายหลายด้านปลดล็อกการลงทุนให้สะดวกมากขึ้น ผ่านนโยบาย BOI Fastpass เมื่อรัฐบาลมุ่งรักษาวินัยการเงินการคลัง ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิต S&P คงความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับ "มีสเถียรภาพ"
นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2569 กระทรวงคลังคาดว่าจะเติบโตมากกว่าร้อยละ 3 เมื่อเศรษฐกิจก้าวพ้นหลุมดำ คนป่วยออกจากห้องไอซียู และกลับมาวิ่งได้ รัฐบาลจึงเดินหน้ารักษาวินัยการเงิน การคลัง ผลักดันการลงทุนให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพ การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจต้องทั่วถึง มีคุณภาพ และเติบโตเเต็มศักยภาพ หากทุกฝ่ายมุ่งมั่นร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มั่นใจว่าจีดีพีจะเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยใช้งบเต็มประสิทธิภาพและตรงจุด เพื่อรักษาวินัยการคลัง รองรับนโยบายปี 2569 ปี แห่งการลงทุน ต้องทำให้การลงทุนทำได้ต่อเนื่องผ่านการปลดล็อกของ BOI Fastpass เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ของภาคเอกชน


