เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) บัญชีสำรอง ส่งคำฟ้องในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด กล่าวหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีจัดพิมพ์รหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดลงบนบัตรเลือกตั้ง สส. โดยขัดหลักการลงคะแนนลับและรัฐธรรมนูญ พร้อมขอศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวระงับการรับรองผล
โดยนายอัครวัฒน์ ได้ยื่นฟ้อง (1) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (2) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ (3) เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฐานกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
สำหรับคำฟ้องโดยสรุป ระบุพฤติการณ์ว่า ในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 และเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ถูกฟ้องคดีได้จัดทำสัญลักษณ์พิเศษลงในบัตรเลือกตั้ง ดังนี้
– บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) : มีการพิมพ์ "บาร์โค้ด" (Barcode) ไว้ที่บัตรและท้ายบัตร
– บัตรเลือกตั้งแบบเขต (บัตรสีเขียว) ก็มีลักษณะเดียวกัน แต่ผู้ถูกฟ้องได้จัดทำเป็น "คิวอาร์โค้ด" (QR Code) เอาไว้ที่บัตร ซึ่งต้องฉีกมาจากสมุดต้นขั้วเช่นกัน
– ต้นขั้วสมุดฉีกบัตร : มีการระบุ "เลขรหัสลับ" เอาไว้ และผู้ใช้สิทธิลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อกำกับ
นายอัครวัฒน์ ระบุในคำฟ้องว่า เมื่อนำบัตรเลือกตั้งไปสแกนโค้ดดังกล่าว จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังต้นขั้วสมุดฉีกที่มีลายมือชื่อของผู้ใช้สิทธิได้ทันที ทำให้ทราบได้ว่า "ผู้ใช้สิทธิคนใด เป็นผู้ลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด" ซึ่งขัดต่อหลักการลงคะแนน "โดยตรงและลับ" ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 85 และมาตรา 53
คำฟ้องบรรยายว่า แม้ทาง กกต. จะเคยชี้แจงผ่านสื่อเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าทำไปเพื่อรักษาความปลอดภัยและป้องกันบัตรปลอม แต่เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น เพราะในการลงคะแนนออกเสียงประชามติ กลับไม่มีการพิมพ์บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ดลงในบัตรแต่อย่างใด ส่อให้เห็นเจตนาทุจริตเจาะจงเฉพาะการเลือกตั้ง สส.
นอกจากนี้ การพิมพ์สัญลักษณ์ดังกล่าว ถือเป็นการทำเครื่องหมายอื่นใดเพิ่มเติมที่ทำให้บัตรเลือกตั้งกลายเป็น "บัตรเสีย" ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 174 (2) และ (7) ที่ห้ามมีเครื่องหมายสังเกตอื่นนอกจากกากบาท
ผู้ฟ้องคดีระบุว่า การกระทำนี้สร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน เพราะหากกรรมการประจำหน่วยหรือหัวคะแนนแอบถ่ายรูปบัตรขณะนับคะแนน ก็จะสามารถนำไปตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร นำไปสู่ความไม่ปลอดภัยในชีวิต หรือเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างง่ายดาย
ในตอนท้ายของคำฟ้อง นายอัครวัฒน์ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ดังต่อไปนี้
1. ให้บัตรเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบ่งเขต ในรอบวันที่ 1 และ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นบัตรเสียและไม่ให้นับเป็นคะแนน
2. สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดี เผาหรือทำลายบัตรเลือกตั้งดังกล่าวโดยเปิดเผยต่อสาธารณะ
3. ขอคุ้มครองชั่วคราว ไม่รับรองผลการเลือกตั้ง
4. ลงโทษผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. (โทษจำคุกและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง)
5. ให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 3 ชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งสิ้น
6. ขอให้ศาลเร่งพิจารณาคดีให้เสร็จสิ้นโดยเร็วก่อนผู้ถูกฟ้องที่ 1 ประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ใหม่


