xs
xsm
sm
md
lg

แพทย์ชี้ "ฝีดาษวานร" ติดจากสัมผัสใกล้ชิด พบเร็วอาการไม่รุนแรง รักษาได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานกรณีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร (Mpox) เสียชีวิต 1 ราย เป็นผู้ต้องขังชาย อายุ 44 ปี ซึ่งมีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ ติดเชื้อเอชไอวี ร่วมกับโรคไวรัสตับอักเสบบี ซี และซิฟิลิส และขาดการรักษาต่อเนื่อง ทำให้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องขั้นรุนแรง ส่งผลให้โรคมีความรุนแรงมากกว่าปกติ โดยกรมควบคุมโรคได้ร่วมกับกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมโรคทันที เพื่อกำหนดมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

นายแพทย์ณัฐพงศ์ กล่าวว่า โรคฝีดาษลิง (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่จากสัตว์สู่คน และคนสู่คนผ่านการสัมผัสใกล้ชิด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของผู้ติดเชื้อ อาการเด่นคือไข้ ปวดเมื่อย ต่อมน้ำเหลืองโต และผื่นตุ่มหนองตามร่างกาย โดยส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่สามารถรุนแรงได้ในเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่อาการเริ่มแรกที่มีไข้ แต่ระยะออกผื่นมักจะเป็นช่วงที่สามารถแพร่เชื้อได้มาก การป้องกันคือเลี่ยงสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ล้างมือบ่อยๆ สำหรับอาการ มีระยะฟักตัว 5-21 วัน (ส่วนใหญ่ 10-14 วัน) เริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองโต ตามด้วยผื่นลักษณะของผื่นจะพัฒนาไปตามระยะดังต่อไปนี้ แรกเริ่มเป็นผื่นนูนแดง ต่อมาเป็นตุ่มน้ำใส ตามมาด้วยตุ่มหนอง และสะเก็ดในช่วงท้าย โดยผื่นมักพบบริเวณหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แต่ยังสามารถพบผื่นได้ที่บริเวณอื่นของร่างกาย เช่น ช่องปาก อวัยวะเพศ โดยส่วนใหญ่หายเองได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่สามารถรุนแรงได้ในเด็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรง หากติดเชื้อโรคฝีดาษวานร โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 กลุ่ม ดังนี้ (1) ผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีภูมิคุ้มกันต่ำ (2) ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด และโรคมะเร็งอวัยวะต่างๆ (3) ผู้ป่วยโรคมะเร็งอวัยวะต่างๆ (4) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ (5) ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสาร/ยา/รังสี ที่ใช้ในการรักษา โรคมะเร็ง (6) ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอวัยวะต่างๆ (7) ผู้ป่วยกลุ่มโรคแพ้ภูมิตนเอง และ (8) เด็กที่มีอายุน้อยกว่า 8 ปี การตรวจวินิจฉัยโรคฝีดาษวานร เป็นการตรวจด้วยเทคนิค Real-time PCR จากของเหลวจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง ลำคอ หรือจากเลือด

สำหรับการรักษา โรคฝีดาษวานร เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะ ส่วนใหญ่รักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ และดูแลผิวหนังให้สะอาด ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำและมีอาการรุนแรง การพิจารณารับไว้ดูแลรักษาในโรงพยาบาลขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ การพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสที่ยังอยู่ในการศึกษาวิจัยขององค์การอนามัยโลก ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การป้องกันคือหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วย สัตว์ที่เป็นพาหะโดยเฉพาะลิง และสัตว์ฟันแทะ หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรือสิ่งของสาธารณะ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง บาดแผล เลือด น้ำเหลืองของสัตว์ ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงมีการแพร่ระบาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง แผล ตุ่มหนอง หรือตุ่มน้ำใส จากผู้มีประวัติเสี่ยง หรือสงสัยว่าติดเชื้อ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรสำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถรับวัคซีนได้ที่สภากาชาดไทย หากพบตุ่มหนองผิดปกติขึ้นตามร่างกายหลังจากมีไข้ ควรแยกกักตัวและพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ

ทั้งนี้ กรมการแพทย์ได้ร่วมกับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ จากสมาคมโรคผิวหนัง สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กและผู้ใหญ่ ราชวิทยาลัย กรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยได้มีการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติการวินิจฉัย การดูแลรักษาและการป้องกันการติดเชื้อ กรณีโรคฝีดาษวานร (Monkeypox) ฉบับปรับปรุง ครั้งที่ 2 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อปรับปรุงข้อมูลแนวทางฯ ดังกล่าว ให้เป็นปัจจุบัน โดยขอย้ำว่าตื่นตัวอย่างเข้าใจ อย่าตื่นตระหนก โรคฝีดาษวานรไม่ติดต่อง่าย เพราะโรคฝีดาษวานรต้องสัมผัสใกล้ชิด ส่วนใหญ่หายได้เอง รักษาตามอาการของโรค