สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โพสต์ระบุว่า พื้นที่เผาไหม้' (Burned Area) ไม่ใช่เพียงแค่ร่องรอยความเสียหายจากการเผาป่าหรือพื้นที่เกษตร แต่คือหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง การนำภาพถ่ายจากดาวเทียมเข้ามาประยุกต์ใช้ จึงเป็นมากกว่าเครื่องมือทางเทคนิค แต่เป็นหนทางรอดในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันตามฤดูกาลของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ศักยภาพของดาวเทียมสามารถระบุได้ทั้งขอบเขต ความรุนแรงและพิกัด ของจุดที่เกิดเหตุ ถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีค่ามหาศาล ข้อมูลเหล่านี้เปรียบเสมือนแผนที่นำทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าจัดการปัญหาได้อย่างตรงจุด รวมถึงใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสียหาย ตรวจสอบ และวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม Sentinel-2 (ตั้งแต่ 1 ม.ค. - 31 ม.ค. 69) พบข้อมูลที่น่ากังวลว่า ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้สะสมสูงถึง 2.26 ล้านไร่ ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ แต่เมื่อมีการลงลึกวิเคราะห์เชิงพื้นที่ พบว่าจุดความร้อนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการเผาเพื่อเตรียมแปลงเกษตร ซึ่งเป็นวงจรที่เกิดขึ้นซ้ำในช่วงต้นปี
GISTDA วิเคราะห์ความเสียหายของพื้นที่เผาไหม้ตามประเภทการใช้ที่ดิน ดังนี้
1.พื้นที่เกษตร : พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน 1.43 ล้านไร่
2.พื้นที่ ส.ป.ก. หรือ (เขตปฏิรูปที่ดิน): พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน จำนวน 4.21 แสนไร่
3.พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ: พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน 2.13 แสนไร่
4.พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ: พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน 1.17 แสนไร่
5.พื้นที่ป่าอนุรักษ์: พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน 5.86 หมื่นไร่
6.พื้นที่ริมทางหลวง: พบพื้นที่เผาไหม้จำนวน 1.71 หมื่นไร่
ทั้งนี้ GISTDA ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จากทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้วางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงและระงับเหตุไฟป่าหมอกควันได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งแจ้งเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


