นายธนกฤต ลิ้นทอง ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ เปิดเผยว่า ตามที่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนางสาวสุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมศุลกากร สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและป้องกันปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ตามนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรการการตรวจสอบสินค้า เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของประเทศและสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมนั้น สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพจึงได้ดำเนินการตามข้อสั่งการอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง
โดยตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นมา สามารถตรวจยึดสินค้านำเข้าที่ "แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ" และ "ละเมิดเครื่องหมายการค้า" ได้ถึง 4 กรณี มีรายละเอียดดังนี้
1. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้าขาเข้า จากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจพบสินค้าตรงตามใบขนสินค้าขาเข้า 3 รายการ และตรวจพบโช้คอัพจำนวน 595 คู่ ซึ่งบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ "TOYOTA" และ "MADE IN THAILAND" ซึ่งสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิดและอาจเข้าข่ายเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1.87 ล้านบาท
2. เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้า จากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจพบสินค้าตรงตามใบขนสินค้าขาเข้า 1 รายการ และตรวจพบสินค้าไม่ได้แสดงในใบขนสินค้า 2 รายการ ได้แก่ ตัวหนีบนิ้วพลาสติกสำหรับทำเล็บ และตลับกระจก จำนวนรวม 85,320 ชิ้น ซึ่งบนผลิตภัณฑ์ ระบุข้อความ "Made in Thailand" มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 4.94 ล้านบาท
3. เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ได้ตรวจสอบสินค้าขาเข้า จากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจพบสินค้าตรงตามใบขนสินค้าขาเข้า 2 รายการ และพบสินค้าไม่ได้แสดงในใบขนสินค้าอีก 3 รายการ ได้แก่
ชุดว่ายน้ำสำหรับเด็ก ห่วงยางเป่าลม และปลอกหุ้มผ้าสำหรับห่วงยาง รวมจำนวน 50,824 ชิ้น โดยบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ "Made in Thailand" มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 11.2 ล้านบาท
4. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ตรวจสอบสินค้าขาเข้า จากประเทศจีน จำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ตรวจพบสินค้าตรงตามใบขนสินค้าขาเข้า 17 รายการ และตรวจพบผ้าเบรกรถยนต์ ซึ่งระบุข้อความที่สื่อถึงเครื่องหมายการค้า TOYOTA NISSAN FORD และ HITACHI รวมถึง โคมไฟ Solar Light ระบุข้อความ Panasonic ซึ่งคาดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ทั้งนี้ สินค้าทั้งหมดระบุข้อความ "Made In Japan" คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 3 ล้านบาท
ทั้ง 4 กรณีข้างต้น เป็นการนำสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร เนื่องจากมีการแสดงประเทศกำเนิดเป็นเท็จ อันอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าสินค้านั้นผลิตหรือทำขึ้นในประเทศที่ระบุบนผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามา พ.ศ. 2481 และ พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 นอกจากนี้ สินค้าประเภทโช้คอัพ ผ้าเบรกรถยนต์ และโคมไฟข้างต้น ยังอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออก ห้ามนำเข้า
นายธนกฤต กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมศุลกากร และสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ จะเดินหน้าป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอย่างจริงจัง เข้มงวดและต่อเนื่อง โดยจะไม่ยอมให้สินค้าดังกล่าวหลุดรอดไปสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและผู้บริโภค พร้อมขอเตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้า ตรวจสอบแหล่งที่มา ฉลาก และเครื่องหมายการค้าอย่างรอบคอบ เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน และหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของสินค้าปลอมและสินค้าที่แสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ


