xs
xsm
sm
md
lg

"จตุพร"ชี้การแบ่งข้างเลือกฝ่ายให้ได้คะแนนเสียงเป็นกลยุทธ์ปกติใช้กันทุกยุค

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อนโดยระบุถึงการแบ่งข้างเลือกฝ่ายเพื่อให้ได้คะแนนเสียงนั้น เป็นกลยุทธ์ปกติเคยใช้กันทุกยุคการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ถ้าใครไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์ฝ่ายใด ก็อย่ากล่าวหาแบบมั่วๆ ว่า เป็นพวกของอีกฝ่ายหนึ่ง

อีกทั้งกล่าวว่า การออกแบบกลยุทธ์หาเสียง ในท่ามกลางกระแสคะแนนเบียดสูสีคู่คี่กัน ดังนั้น การแบ่งข้างแบ่งฝ่ายให้เลือก สส. ของพรรคใดๆ จึงเป็นเรื่องปกติและประวัติศาสตร์การเมืองไทยล้วนนำมาใช้กันแทบทุกพรรค ซึ่งไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดใดๆ

ในกรณีแกนนำพรรคภูมิใจไทย ประกาศ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือเลือกแบ่งแยก“คนรักชาติกับไม่รักชาติ” การออกแบบกลยุทธ์ในช่วง 10 วันก่อนเลือกตั้งเช่นนี้ ซึ่งยังไม่ถึงโค้งสุดท้าย จึงเร็วเกินไปแล้วจะกลายเป็นปัญหาทำให้พรรคเสียเปรียบได้

การออกแบบกลยุทธ์เลือกคนรักชาติกับไม่เลือกคนไม่รักชาตินั้น จัดเป็นการยกระดับของพรรคภูมิใจไทยในสถานการณ์ไทยรบกัมพูชา โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ แสดงบทบาทเป็นเนื้อเดียวกับกองทัพ แต่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม สื่อออกมาด้วยคำง่ายๆ ว่า รักชาติกับไม่รักชาติ ซึ่งใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่กลยุทธ์นี้เป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย

"ในการหาเสียง แต่ละพรรคต้องทำเต็มที่เพื่อได้เสียง เหมือนกลยุทธ์พรรคเพื่อไทยต้องซัดคนอื่นเสียก่อนทั้งที่ตัวเองก็เหวอะหวะ ไม่พูดถึง MOU ทุกเวทีหาเสียงแต่ฟาด MOA แทนที่ เค้าเลือกจะไม่ตอบคำถามปัญหาของตัวเอง กลับตั้งคำถามให้พรรคอื่นตอบ แล้วกลบทุกเรื่องราว แล้วให้จำได้แต่เรื่องคนอื่น แต่ลืมเรื่องของตัวเอง"

นายจตุพร กล่าวถึงศิลปการเมืองว่า แต่ละพรรคย่อมออกแบบกลยุทธ์หาเสียงโดยชูจุดแข็งของพรรคตัวเองมาเสนอประชาชน พรรคเพื่อไทยใช้กลยุทธ์เน้นพูดเรื่องใหม่ไปกลบปัญหาเก่า ครั้งนี้เน้นหาเสียงแจกเงินคนละล้านให้ 9 คนต่อวัน เพื่อซ่อนปัญหาเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตให้ทุกคนตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ตรงปกตามที่เคยหาเสียงไว้

ส่วนจุดแข็งของภูมิใจไทยอยู่ที่ปัญหาชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา จึงต้องยกขึ้นมาหาเสียง เรียกร้องการรักชาติ ไม่รักชาติ ขณะที่พรรคประชาชนใช้ปัญหาประกันสังคมมากลบซ่อนเรื่องที่เคยพูดมีทหารไว้ทำไม ดังนั้น การหาเสียงเลือกตั้งจึงเป็นการออกแบบกลยุทธ์ เพื่อเรียกคะแนนเสียงของแต่ละพรรค

"ในทางการเมือง ใครหรือพรรคใดจะออกอาวุธอย่างไรถือว่าเป็นสิทธิ์ ถามว่าแบ่งข้างหรือเปล่า แต่การเลือกตั้งทุกครั้งแบ่งข้างกันหมด การเมืองเมื่อสาวถึงประวัติศาสตร์ก็ทำกันทั้งนั้น เหมือนบางพรรคเคยบอกว่า จำลองพาคนไปตาย ในเหตุการณ์พฤษภา 35 ทั้งๆที่สู้มาด้วยกัน ซึ่งเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ได้เสียงเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงให้ได้คะแนนเสียงนั้น ไม่มีพรรคไหนใช้ความเมตตาเรียกหาเสียงกัน แต่ละพรรคล้วนใช้จุดแข็งของตัวเอง แล้วชี้ถึงจุดด้อยคนอื่น เพื่อมาอุดจุดด้อยของตัวเอง จึงไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดเพราะการเมืองไทยใช้กันมาทั้งนั้นในช่วงแข่งขันหาเสียง

พร้อมทั้งเน้นว่า ตนวิเคราะห์การเมือง มักวิจารณ์เป็นแต่ละช่วงของสถานการณ์ ว่ากันตามสิ่งที่เป็นจริง ไม่ใช่เลือกข้างพรรคใดพรรคหนึ่ง ถ้าตนเลือกข้างก็ไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงแล้ว แต่ตนไม่ได้คันปาก

“ผมเลือกอยู่ในบริบทวิพากษ์วิจารณ์ ยังไม่คัน (ปาก) ที่จะไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ใคร และการที่ไม่เห็นด้วยเหมือนคนอื่น ไม่ใช่ไปสนับสนุนอีกทางหนึ่ง แต่กลยุทธ์หาเสียงต่างๆ ในแต่ละวิธีก็ผลัดกันใช้มาโดยตลอด เพราะการหาเสียงเลือกตั้งเป็นการแบ่งแยกกันอยู่แล้ว เพื่อให้เห็นถึงความต่างกัน แล้วพูดในสิ่งที่ได้เปรียบ...นี่เป็นตัวอย่างที่เป็นจริงของการเมืองไทยแบบพิธีการ ไม่ใช่การเมืองในจิตวิญญาณ” นายจตุพร ย้ำ

ประเทศไทยต้องมาก่อน