เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเปิดเผยว่า พายุฤดูหนาวกำลังแรงพัดถล่มพื้นที่ตอนกลางและตะวันออกของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 38 ราย ใน 14 รัฐ ตามข้อมูล ณ วันอังคาร (27 ม.ค.) สภาพอากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยหิมะ น้ำแข็ง และอุณหภูมิลดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
พายุดังกล่าวเริ่มก่อตัวตั้งแต่วันศุกร์ (23 ม.ค.) และหิมะตกหนักครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างตลอดช่วงสุดสัปดาห์ กระทบต่อการเดินทางบนท้องถนน ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก และไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง ก่อนพายุจะเริ่มสงบลงเมื่อวันจันทร์ (26 ม.ค.) แต่ยังทิ้งสภาพอากาศหนาวจัดซึ่งคาดว่าจะคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก แถลงว่ามีผู้เสียชีวิตในนิวยอร์ก 10 ราย หลังเผชิญอากาศหนาวจัดที่สุดในรอบ 8 ปี โดยอุณหภูมิลดต่ำลงเหลือเพียง 8 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว -13.33 องศาเซลเซียส
นอกจากนี้ นครนิวยอร์กยังประกาศเลื่อนสำรวจประชากรไร้บ้านประจำปีตามข้อกำหนดของกระทรวงการเคหะและการพัฒนาเมืองสหรัฐฯ จากเดิมที่มีกำหนดในสัปดาห์นี้ ออกไปเป็นต้นเดือนกุมภาพันธ์
ส่วนที่เมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ซึ่งมีประชากรราว 680,000 คน บ้านเรือนและธุรกิจกว่า 135,000 แห่ง ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยคาดว่าเช้าวันพุธ (28 ม.ค.) อุณหภูมิจะลดลงเหลือ 6 องศาฟาเรนไฮต์ หรือราว -14.44 องศาเซลเซียส และอาจเผชิญความหนาวสะท้านลม (Wind Chill) ที่อุณหภูมิติดลบ
เดวิด รอธ นักอุตุนิยมวิทยาจากศูนย์พยากรณ์อากาศของสำนักงานบริการข้อมูลสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NWS) ระบุว่า นักพยากรณ์อากาศกำลังเฝ้าระวังพายุฤดูหนาวอีกระลอกที่อาจพัดถล่มพื้นที่ตะวันออกของสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้


