วันนี้ (25 ม.ค.) แกนนำพรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยและผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย และ นายสุทิน คลังแสง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียงท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยทันทีที่ ศ.ดร.ยศชนันมาถึง ได้เดินทักทายประชาชน โดยประชาชนมอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง พวงมาลัยมะเขือเทศ มะเขือพวง พวงมาลัยข้าวแต๋น พวงมาลัยหมูแดดเดียว พวงมาลัยผักสด พวงมาลัยกล้วยฉาบ และพวงมาลัยข้าวเหนียวและหม่ำ
เริ่มต้นเมื่อเวลา 11.00 – 11.30 น. ได้เดินทางไปยังโรงเรียนภูเขียว เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนและขึ้นเวทีปราศรัยสนับสนุน นางสาววิเมลือง แก้วศิริ ผู้สมัคร สส. จังหวัดชัยภูมิ เขต 6 หมายเลข 6 จากนั้นในเวลา 12.00 – 12.45 น. คณะไปต่อยังที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ เพื่อเปิดเวทีปราศรัยอีกจุด โดยมีประชาชนสวมเสื้อแดงเข้าร่วมรับฟังการปราศรัยอย่างล้นหลาม โดยพื้นที่นี้ เป็นพื้นที่ของ นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ ผู้สมัคร สส. จังหวัดชัยภูมิ เขต 7 หมายเลข 6
ในช่วงการปราศรัย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทักทายพี่น้องประชาชนชาวชัยภูมิ โดยเฉพาะชาวอำเภอแก้งคร้อและคอนสวรรค์ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะอาสาเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย โดยขอโอกาสให้พี่น้องประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยแบบถล่มทลายทั้งคนและพรรค เพื่อให้นโยบายดีๆ สามารถนำมาสู่การปฏิบัติจริงได้ ซึ่งท่านได้เน้นย้ำว่าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันแห่งการเปลี่ยนแปลงความฝันและความหวังของพี่น้องให้เป็นความจริง เริ่มต้นด้วยนโยบายเร่งด่วนในการยกระดับคุณภาพชีวิต คือการแก้ปัญหาหนี้สินแบบครบวงจร โดยประกาศพักชำระหนี้เกษตรกรต่อเนื่อง 3 ปี ส่วนหนี้นอกระบบ รัฐบาลจะเข้ามาดูแลด้วยการให้สินเชื่อจากธนาคารภาครัฐเพื่อดึงหนี้กลับเข้ามาในระบบ นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่มีหนี้เสีย หากอายุไม่ถึง 60 ปี และมีหนี้ไม่เกิน 200,000 บาท จะให้จ่ายคืนเพียง 10% แล้วรัฐจะตัดหนี้ให้ทันที เพื่อให้สามารถกลับมาตั้งตัวได้ ส่วนผู้สูงอายุที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท รัฐบาลจะยกหนี้ให้ทั้งหมดเพื่อให้ท่านเป็นอิสระและมีความสุขในบั้นปลายชีวิต
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของพรรคเพื่อไทยในการ "หาเงินเป็น" เพื่อนำงบประมาณมาดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุที่ขาดคนดูแล โดยเสนอโครงการเติมเงินช่วยเหลือครอบครัวที่อยู่ใต้ขีดความยากจน เดือนละ 3,000 บาท ซึ่งไม่ใช่เพียงการแจกเงิน แต่เป็นการสำรวจข้อมูลเพื่อให้รัฐสามารถเข้าถึงและดูแลประชาชนได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการยกระดับระบบสาธารณสุข สานต่อนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ให้เป็น "30 บาทรักษาทุกที่" โดยใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลโดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว และมีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการนำระบบการรักษาทางไกล (Telemedicine) มาใช้ เพื่อให้พี่น้องในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้สะดวกยิ่งขึ้น
ในด้านเศรษฐกิจและการเกษตร ศ.ดร.ยศชนัน ประกาศจะนำสินค้านวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชัยภูมิ เช่น ผ้าทอมัดหมี่ ไปสร้างมูลค่าเพิ่มและขายในตลาดต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยไปเปิดร้านค้าหรือธุรกิจอาหารในต่างแดนโดยมีสินเชื่อสนับสนุน เพื่อดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้ จะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยภาคการเกษตร เช่น การแจกคูปองเพื่อแลกเมล็ดพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยมาแล้ว การดูแลชาวไร่อ้อยทั้งเรื่องส่วนแบ่งกำไรและการขนส่ง พร้อมทั้งยืนยันการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้งซ้ำซาก และที่สำคัญคือการกระจายอำนาจ ลดบทบาทของภาครัฐส่วนกลาง เพื่อคืนงบประมาณและอำนาจการตัดสินใจสู่ท้องถิ่น เพราะเชื่อว่าคนในพื้นที่ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด พร้อมสานต่อกองทุนหมู่บ้านและโครงการ SML
ช่วงท้ายของการปราศรัย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ย้ำจุดยืนเรื่องความปรองดอง โดยขอไม่ทะเลาะกับใครแต่จะมุ่งหน้าทำงานเพื่อเดิมพันอนาคตประเทศไทย พร้อมฝากฝังผู้สมัคร สส. ของพรรคเพื่อไทยทั้ง 7 เขต โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแก้งคร้อ คือ นายจอมจักรภพ วัชระจินดาวัฒนะ และ พื้นที่อำเภอภูเขียว นางสาววิเมลือง แก้วศิริ ผู้สมัคร สส. จังหวัดชัยภูมิ เขต 6 รวมถึงผู้สมัครเขตอื่นๆ เช่น นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย, นายเชิงชาย ชาลีรินทร์ และนายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์ ฯลฯ โดยขอให้พี่น้องชาวชัยภูมิเลือกพรรคเพื่อไทยยกจังหวัด เพื่อให้ตนเองได้เข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรีและนำพาประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง


