นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนของชาวต่างชาติปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564 - 2568) มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท นับเป็นข่าวดีที่นักลงทุนชาวต่างชาติมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเห็นว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและตลาดที่สำคัญในระดับภูมิภาค โดยปี 2564 ลงทุนรวม 8.28 หมื่นล้านบาท ปี 2565 ลงทุนรวม 1.28 แสนล้านบาท ปี 2566 ลงทุนรวม 1.27 แสนล้านบาท และปี 2567 ลงทุนรวม 2.28 แสนล้านบาท
ตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 1,078 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1. ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 85,688 ล้านบาท
2. สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 103,399 ล้านบาท
3. จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 35,046 ล้านบาท
4. สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,073 ล้านบาท
5. ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 14,869 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) (ปี 2568 อนุญาต 1,078 ราย / ปี 2567 อนุญาต 954 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) (ปี 2568 ลงทุน 324,148 ล้านบาท / ปี 2567 ลงทุน 228,106 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 6,647 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,607 คน (32%) (ปี 2568 จ้างงาน 6,647 คน / ปี 2567 จ้างงาน 5,040 คน) โดยจำนวนนักลงทุนที่เข้ามาสูงสุดยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเดียวกับปีก่อน
นอกจากนี้ ยังพบว่าการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 527 ราย คิดเป็น 49% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 1,078 ราย มูลค่าลงทุน 241,869 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่
1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์โลหะ/พลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนา การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2. กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (TISO) ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและโลจิสติกส์ในภูมิภาค
3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ และ Data Center เป็นต้น โดยตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และการพัฒนา Data Center และ AI Services
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท *สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ
- ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
- ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
- ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
- ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น


