xs
xsm
sm
md
lg

"จตุพร"ปลุกคนไทยใช้โอกาสเลือกตั้งต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์สดรายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยกระตุ้นประชาชนใช้โอกาสเลือกตั้งต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตย ตามแนวทางคนทั้งหมดเข้าคูหาเพื่อให้ได้คนสุจริตคนหนึ่งเพื่อคนทั้งหมด

อีกทั้งกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนยังต้องมีภารกิจหลักเอาชาติบ้านเมืองไว้ และยกระดับสั่งสอนผู้ปกครอง โดยนำการปราบปรามการทุจริตของประเทศเกาหลีใต้อย่างจริงจังมาเป็นกรณีศึกษาการขับไล่การเมืองและผู้ปกครองที่ไม่สุจริต ซึ่งบ้านเมืองจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

สิ่งสำคัญในภูมิภาคนี้ ไทยเป็นชาติยิ่งใหญ่ มีเอกราชประเทศเดียวจึงไม่น่าเกิดการพัฒนาล้าหลังกว่าประเทศในกลุ่มอาเซียนเลย ดังนั้น สิ่งหนึ่งประเทศต้องเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองเป็นหลักและครั้งใหญ่ พร้อมกับยกระดับการศึกษาให้โดดเด่น ไม่ใช่ถอยหลังอยู่อันดับรั้งท้ายในอาเซียน

"การเมืองการปกครองยังไม่เห็นความทะเยอทะยานของคนที่กล้าเปลี่ยนความซ้ำซ้อน และระบอบประชาธิปไตยที่เละเทะ แม้เคยต่อสู้เพื่อรัฐธรรมนูญปี 40 แต่วันนี้การเมืองกลับถอยหลังหนักไปกว่านั้นมาก อีกอย่างการได้คะแนนไม่ได้บ่งบอกความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งการเข้าคูหาเป็นเพียงสัญญลักษณ์ประชาธิปไตย ดังนั้นขณะนี้การโหวตโนได้บ่งชี้แนวทางต่อสู้ของประชาชนและเมื่อประชาชนต้องการลุกขึ้นต่อสู้"

พร้อมทั้งกล่าวว่า ผลการเลือกตั้งตามโพลนั้น จะนำพาสู่การเปลี่ยนแปลงได้ยาก เพราะการเมืองเลือกใช้ทั้งกระแสและกระสุนเงินมาจ่ายหาเสียงเลือกตั้ง ส่วนผู้สมัครเกี่ยวข้องเงินเทาเข้าข่ายสแกมเมอร์ทั้ง 10 คนนั้นสังกัดใน 3-4 พรรคการเมือง โดยกลไกรัฐต้องออกหมายจับจัดการให้ชัดเจน อย่าแค่ประกาศให้ประชาชนคิดว่าเป็นใครเท่านั้น

"นักการเมืองไม่มีอดีต มุ่งแต่ปัจจุบันเท่านั้น การหาเสียงครั้งนี้ ไม่เคยจำเรื่องของตัวเองทำอะไรไว้ได้ จำได้แต่เรื่องของคนอื่นแล้วนำมาโจมตี ดังนั้น ถ้าจับนักการเมืองสแกมเมอร์จะกระตุ้นบรรยายกาศให้แรงขึ้นและน่าสนใจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

นายจตุพร กล่าวย้ำว่า ถ้ากลไกรัฐพบว่า มีนักการเมืองสแกมเมอร์จริงแล้ว ต้องจับกุมทันที จะปล่อยไว้ให้ไปมีอำนาจเป็น สส.และไปคุมกระทรวงต่างๆ ไม่ได้ ส่วน กกต.จะปล่อยให้มีสิทธิ์รับเลือกตั้งได้ก็เป็นการชี้แจงแบบแสวงๆ ของนายแสวง บุญมี เลขา กกต.เท่านั้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองในอนาคต

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สังคมมีความเป็นห่วงไม่มีบรรทัดฐานเกี่ยวกับความไม่ซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้น การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญเหมือนเป็นคำถามปลายเปิดมาก อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองต้องกล้าประกาศให้ชัดเจนว่า จะเปลี่ยนหรือแก้ไขหมวด 1 และ 2 หรือไม่ และนักการเมืองต้องกล้าให้สัตญาบัตรด้วย หากนิ่งเฉยแบบนี้ คาดการแก้รัฐธรรมนูญอาจไม่ผ่านการลงประชามติได้

อีกทั้งกล่าวถึงเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนภาคใต้เกิดมาถึง 22 ปีหลังจากสร้างรัฐตำรวจผิดพลาดในสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ กระทั่งมาถึงลอบวางระเบิดเผา 11 จุดช่วงก่อนเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งรัฐบาลบอกว่า เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม การระเบิดปั้มน้ำมัน ปตท. 11 จุดเป็นการส่งสัญญาณว่า เหตุการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมปะทุขึ้นมาได้ตลอดเวลา เพราะเป็นสถานการณ์มั่วผสมกันทั้งการเมืองท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพลและขบวนการก่อความไม่สงบ ดังนั้น การเจรจาสันติภาพจึงยากจะมีหนทางเกิดชีวิตสันติสุขขึ้นมาได้ และความน่ากังวลกับการมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาเป็นโรคแทรกแซง จึงทำให้รัฐไทยตัดสินใจแก้ปัญหากันได้ยาก

กรณีความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา จะเกิดสงครามกันอีกหรือไม่นั้น นายจตุพร ย้ำว่า ขึ้นอยู่ท่าทีของกัมพูชา และใครหรือพรรคการเมืองใดมาเป็นรัฐบาลหากทำตรงข้ามกับความต้องการของคนไทยแล้ว อาจเกิดชุมนุมขับไล่อยู่ดี

"40 ปีกับไทยเสียดินแดนให้กัมพูชาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว จนความมาแตกว่า ไทยเสียดินแดนถึง 28 จุดกันขนาดนี้เหรอ กองทัพภาคอยู่กันมาได้อย่างไรจึงเป็นบทเรียนราคาแพง ดังนั้น ใครมาเป็นรัฐบาลไม่สามารถปกป้องอธิปไตยของไทยได้แล้ว ก็ถูกประชาชนขับไล่อยู่ดี เพราะการแสวงหาสันติภาพปลอมๆ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้สำเร็จ”

ประเทศไทยต้องมาก่อน