นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า กรณีปัญหาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้ขยายไปซ้ำเติมวิกฤตเสื่อมศรัทธาในองค์กรรัฐอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. รับผิดชอบสำนวนทักษิณ ชินวัตร ชั้น 14 ด้วย และ ป.ป.ช.กำลังขยายผลสอบสวนเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องอีก 12 คน แต่วันนี้เจ้าของสำนวนกลับเป็นปัญหาไปแล้ว
อีกทั้งย้ำว่า เมื่อขณะนี้ความเสื่อมศรัทธาได้ลุกลามไปที่ ป.ป.ช. ดังนั้น กรรมการ ป.ป.ช.ที่ถูกระบุชื่อรับสินบนจะนิ่งเฉยอยู่ไม่ได้ ต้องออกมาแสดงข้อเท็จจริงในที่สาธารณะ ทั้งกรณีปัดตกคำร้องเอาผิดตาม ม.144 ของรัฐธรรมนูญ แต่รับเรื่องที่ไม่ได้ร้องเอาผิด ม.157 ไว้ตรวจสอบ เพราะถ้าไม่ผิดตาม ม.144 ก็เอาผิด ม.157 ไม่ได้ แล้วยังไม่ได้ดำเนินการ แต่กลับเงียบเฉยอยู่อีก เท่ากับดึงเรื่องไว้หรือไม่
สิ่งสำคัญเรื่องราวเช่นนี้ทำให้สังคมเกิดความไม่สบายใจกันมาก กระทั่งมาถึงเรื่องราวการรับสินบนทองคำยิ่งซ้ำเดิมความเสียหายให้ ปปช.อย่างใหญ่โต ดังนั้น การล้มเหลวที่ไม่ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญเรื่องการปฏิรูปตำรวจจึงสะท้อนถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงครั้งใหญ่
“กรรมการ ป.ป.ช.ต้องนั่งเผชิญข้อเท็จจริง เพราะตำแหน่งหน้าที่ยังเกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบสำนวนอีกหลายเรื่อง ถ้าเปลี่ยนเจ้าของสำนวนใหม่ อาจทำให้ผลลัพธ์กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้”
ส่วนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดูแลเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมนั้น ยังหาความหวังไม่ได้ เพราะ กกต.เป็นด่านสำคัญที่เปิดประตูให้นักการเมืองเข้าไปใช้อำนาจทำในสิ่งที่ดีหรือชั่วร้ายได้
นายจตุพร กล่าวถึงนายเฉิน จื้อ เจ้าพ่อสแกมเมอร์ถูกจับและส่งตัวไปจีนว่า จะเป็นเรื่องใหญ่โตมาก แต่สิ่งสำคัญการสอบสวนของจีนจะโยงมาพัวพันบุคคลอื่นในไทยด้วยหรือไม่ คงต้องติดตามการเกี่ยวพันกับนักการเมืองและการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งกล่าวว่า การเลือกตั้ง 8 ก.พ. นี้ แม้จะมีผลลัพธ์อย่างใดก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงประเทศคงไม่เกิดขึ้น เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงสัญญลักษณ์ประชาธิปไตยแบบไทย
"สถานการณ์ขณะนี้ไม่มีอะไรนิ่งเป็นพิเศษ กลไกข้าราชการพัง องค์กรอิสระลามกันพัง ปัจจัยภายนอกประเทศรอวันระอุ พร้อมปะทุได้ตลอดเวลา ขณะที่ประชาชนต้องฟังเรื่องโกหกต่างๆ ในช่วงหาเสียง จึงสะท้อนถึงการพลิกฟื้นประเทศเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย”
นายจตุพร กล่าวว่า คนไทยมีความรู้สึกอย่างหนึ่งคือ เมื่อท้องหิวสามารถกลบสำนึกความรักชาติได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจกระทบต่อชีวิตสังคมทุกรูปแบบ ทั้งเกิดเงินบาทแข็งค่าอย่างประหลาด บ้านและคอนโดมิเนียมมือสองล้นตลาดซื้อ-ขาย สถานการณ์แบบนี้เอื้อต่อพวกทุนสีเทามาจัดการฟอกกันเรียบไปหมด”
"สิ่งเหล่านี้ ย่อมสะท้อนกลับสู่การเลือกตั้งอย่างน่ากังวล เพราะแต่ละพรรคการเมืองไม่ได้เสนอทางออกประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรมได้เลย มีแต่การทิ่มแทงกันแบบเลวน้อย เลวมาก
อีกทั้งกล่าวว่า วันนี้นักการเมืองควรคิดอ่านการเปลี่ยนแปลงประเทศในเรื่องที่ควรเปลี่ยน เช่น การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นปัญหาขณะนี้ รวมทั้งปัญหาการจัดสรรทรัพยากร ดังนั้น เวลาที่เหลือในช่วงหาเสียงนี้ เราต้องการได้เห็นและได้ฟังนักการเมืองที่มองไปข้างหน้ามากกว่าโอ้อวดว่าจะได้กี่เสียงกัน แล้วคนพวกนี้ก็เข้าสู่อำนาจอย่างย้อนแย้ง
ประเทศไทยต้องมาก่อน


