ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย ประจำเดือนธันวาคม 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 44.2 ปัจจัยลบอันดับ 1 ที่ส่งผลต่อดัชนีในเดือนธันวาคม คือ ภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวช้า ประกอบกับ ปัญหาค่าครองชีพและบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ไม่คึกคักเท่าที่คาด โดยเฉพาะช่วงปลายเดือน ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแรง
ปัจจัยลบสำคัญถัดมา คือ สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งกระทบต่อภาคการเกษตร ค่าขนส่ง และความเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของภาคบริการและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา แม้มีการหยุดยิง แต่ภาคธุรกิจยังต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนและการดำเนินธุรกิจในพื้นที่แนวชายแดน แต่ยังมีปัจจัยบวกจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการคนละครึ่งพลัส
นอกจากนี้ การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วงปลายเดือนธันวาคม จากระดับกว่า 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ราว 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนมีความกังวลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก ขณะเดียวกันความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งตะวันออกกลาง รัสเซีย–ยูเครน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งใหม่ในบางภูมิภาค ถูกมองว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงต้นปี 2569
ด้านภาคเกษตร ราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้รายได้เกษตรกรยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ หลังการประกาศยุบสภาในเดือนธันวาคม ทำให้นักลงทุนต่างชาติยังชะลอการตัดสินใจลงทุน และรอดูทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยพยุงความเชื่อมั่น ได้แก่ การส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เปิดให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษี ตลอดจนบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งที่อาจช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในบางพื้นที่
สำหรับภาคการค้า การส่งออกในช่วงปลายปีล่าสุดยังขยายตัวได้ราว ร้อยละ 7.05 มีมูลค่าประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ราว 30,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ประเทศขาดดุลการค้าประมาณ 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล มีทิศทางปรับลดลง ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ในเดือนธันวาคมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามวัฏจักรการลงทุนช่วงปลายปี
ผลสำรวจมุมมองผู้ประกอบการในระดับจังหวัด พบว่า ร้อยละ 48.2 ของพื้นที่ประเมินว่าสถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลง ขณะที่มีเพียงประมาณ ร้อยละ 22–23 ที่มองว่า ดีขึ้น การลงทุนเกือบ ร้อยละ 66 ของจังหวัด ยังมีสัญญาณชะลอตัวต่อเนื่อง ภาคเกษตรประมาณ ร้อยละ 39 ประเมินว่าสถานการณ์แย่ลงจากราคาพืชผลที่อยู่ในระดับต่ำ ส่วนภาคอุตสาหกรรมและการค้าโดยรวมยังอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่การค้าชายแดนและการจ้างงานยังเผชิญความท้าทาย
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในปัจจุบันปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยราว 0.1 จุด ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2 จุด สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกอย่างระมัดระวัง โดยภาคธุรกิจยังคงรอความชัดเจนด้านการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางความเชื่อมั่นในช่วงต้นปี 2569


