ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผยว่า โจทย์ท้าทายเศรษฐกิจไทยปี 2569 อาจไม่คึกคัก เนื่องจากเต็มไปด้วยปัจจัยลบหลายเรื่อง จนทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอัตราต่ำช่วง 10 ปี และขยายตัวอัตราต่ำในระดับต้น ๆ ของเอเชีย
ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยได้เผชิญวิกฤตหลายด้านเข้ามาพร้อมกัน ทั้งด้านการเมืองในประเทศ มาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จนทำให้เศรษฐกิจปีนี้อาจไม่คึกคัก
โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ช่วงปลายปี ออกรายงานระบุว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายและความเสี่ยง ส่งผลทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง ฉากทัศน์เศรษฐกิจที่ต้องเผชิญคือการยุติสงครามกับกัมพูชา โดยไทยต้องรักษาอธิปไตยดินแดนที่ได้มา ไม่ถูกนานาชาติบีบให้คืน ประเด็นนี้เป็นความท้าทาย พิษของสงครามกับกัมพูชากระทบการค้าผ่านพรมแดนปีละ 1.7 ล้านล้านบาท ช่วงปิดพรมแดนมูลค่าหายไปประมาณ 5-7 หมื่นล้านบาท
ดร.ธนิต กล่าวว่า โจทย์ใหญ่รอรัฐบาลหลังเลือกตั้งคือการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของสามพรรคใหญ่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศภายใต้ปัจจัยเชิงลบ เริ่มจากการบริโภคปีที่ผ่านมาซึมและซบเซา โดยการบริโภคที่ซึมทั้งภาคครัวเรือนและรัฐ จนทำให้เงินเฟ้อปีที่แล้วอาจติดลบ 0.2% และปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 0.4% ซึ่งเป็นอัตราต่ำมาก
ปัจจัยสำคัญคือขาดเงินในมือรากเหง้ามาจากสภาพคล่องที่เปราะบางทั้ง SMEs และครัวเรือนรายรับไม่พอกับค่าใช้จ่ายทำให้พึ่งพาหนี้นอกระบบ ผลที่ตามมาคือหนี้เสีย (NPL) และหนี้เฝ้าระวัง (SM) ประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท ที่รอการปรับโครงสร้างหนี้แต่หยุดชะงักเพราะยุบสภาไปก่อน
ส่วนสถานะทางการเงินและเศรษฐกิจ ทำให้การปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมาหดตัว 0.3% สะท้อนจากอัตราการใช้วงเงินสินเชื่อและเงินหมุนเวียนในธุรกิจต่างๆ (Utilization Rate) ลดลงโดยเฉพาะ SMEs และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกปฏิเสธสินเชื่อถึง 70%
ทั้งนี้ ความหวังเศรษฐกิจไทย คือภาคส่งออก ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานใหญ่สุดของประเทศครอบคลุมคลัสเตอร์อุตสาหกรรม-บริการ-เกษตรกรรมและการจ้างงาน ปีที่ผ่านมาส่งออกเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักมูลค่าเชิงเหรียญสหรัฐ เดือนพฤศจิกายน ขยายตัว 7.05% คาดว่าปี 2568 ส่งออกขยายตัวได้ประมาณ 11.2% ส่วนปีนี้ภาคส่งออกของไทยนอกจากความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและวิกฤตความขัดแย้ง ทางภูมิรัฐศาสตร์อาจทำให้ขยายตัวได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาอาจหดตัวติดลบ 0.3%
ดร.ธนิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในมุมมองส่วนตัว ซึ่งอยู่ในโซ่อุปทานส่งออกเห็นว่าไตรมาสสุดท้ายยังไปได้ดีอาจทำให้ปีนี้อาจไม่ถึงขั้นติดลบ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการส่งออกคืออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าปีที่ผ่านมาค่าเฉลี่ย 8.1% และไตรมาส 4 แข็งค่า 2.89%
พร้อมระบุว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยคือการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นหลังสงครามไทย-กัมพูชา ถึงแม้จะยุติแต่สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง ตราบเท่าที่ระบอบฮุนเซน ยังดำรงอยู่บาดแผลที่ต้องเยียวยาและฟื้นความเชื่อมั่นโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยงต่างชาติมูลค่า 1.78 ล้านล้านบาท จำนวนนักท่องเที่ยวจาก 33.4 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 35 ล้านคน
ด้านความเชื่อมั่นที่สำคัญคือการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ปีที่ ผ่านมาขอรับส่งเสริม BOI เพิ่มขึ้นถึง 90% ขณะที่การลงทุนจริงขยายตัวได้ 2.5-3% ทั้งสองภาค ส่วนมีความอ่อนไหวต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ดร.ธนิต ยอมรับว่า ฉากทัศน์ที่กล่าวเป็นสภาวะที่จะเกิดกับสถานประกอบการทุกขนาดไม่ว่าจะเป็นร้านค้าย่อยไป จนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งตลาดแรงงานและครัวเรือนจะต้องเผชิญความท้าทาย คือช่วง 4 เดือนแรก จะเป็นสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งจะมีการเลือกตั้งต้นเดือนกุมภาพันธ์และรอการจัดตั้งรัฐบาล และไม่ว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศจะต้องเข้ามาแก้โจทย์ยากทั้งด้านเศรษฐกิจขาลง ควบคู่กับด้านความมั่นคงรวมถึงสภาพคล่องและปากท้องประชาชน
โดยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอัตราต่ำช่วง 10 ปี (ไม่รวมช่วงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563/64) ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมทั้งเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมืองไม่เอื้อ โดยเฉพาะขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดน้อยถอยลงทั้งทรัพยากรธรรมชาติ สังคมสูงอายุที่มาเร็วขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน ผลิตภาพแรงงานและผลผลิตเกษตรต่อไร่ที่อยู่ในอัตราต่ำ รวมไปถึงแหล่งท่องเที่ยวที่ทรุดโทรมจนหลุดจาก 20 ประเทศที่เป็นหมุดหมายปลายทาง
ดร.ธนิต กล่าวว่า ปัจจัยทั้งหมดล้วนผลักดันในเศรษฐกิจไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจขยายตัวอัตราต่ำในระดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียและจะชินอยู่กับเศรษฐกิจ Low GDP Growth New Normal ความหวังคือการเมืองที่มีเสถียรภาพรัฐบาลที่มีกึ๋นและทีมงานเศรษฐกิจมืออาชีพ


