นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกโรงเตือนวิกฤตเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มย่ำแย่หนัก โดยคาดการณ์ว่าจีดีพีจะขยายตัวต่ำเพียง 1% กว่าๆ ซึ่งอาจถือเป็นจุดต่ำสุดในรอบ 30 ปี แม้ว่าในช่วงปี 2567-2568 การส่งออกและการลงทุนจะเติบโตได้ดี แต่ในปี 2569 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเริ่มส่งสัญญาณหยุดชะงัก โดยเฉพาะการลงทุนจริงที่ชะลอตัวเพื่อรอดูทิศทางหลังเลือกตั้ง ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงถึง 88% ของจีดีพี กลายเป็นกับดักสำคัญที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวอย่างรุนแรงจนประชาชนแทบไม่มีเงินเหลือใช้จ่าย
ทางออกเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการรื้อโครงสร้างหนี้ ทั้งภาคประชาชนและ SMEs พร้อมบีบธนาคารพาณิชย์ลดช่องว่างส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในระบบ นอกจากนี้ ยังต้องผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด ผ่านสิทธิประโยชน์อย่าง FastPass เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนจริง ไม่ใช่แค่ยอดตัวเลขการขอรับการส่งเสริม เพื่อสร้างแต้มต่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง
ในส่วนของภาคการค้า นายพิชัย เน้นย้ำว่า การส่งออกคือกุญแจตัดสินแพ้ชนะ โดยไทยต้องเร่งเจรจา FTA ที่ค้างอยู่กับ EU และประเทศคู่ค้าสำคัญให้สำเร็จ เหมือนที่ทำได้กับกลุ่ม EFTA เพื่อไม่ให้เสียเปรียบเวียดนามที่มีเขตการค้าเสรีมากกว่าไทยหลายเท่าตัว พร้อมกันนี้ ต้องมีนโยบายเชิงรุกในการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดเบอร์หนึ่ง รวมถึงออกมาตรการเข้มงวดสกัดกั้น สินค้าด้อยคุณภาพ-นอมินี ที่ทะลักเข้าทำลายธุรกิจคนไทย และแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำผ่านความร่วมมือข้ามกระทรวงอย่างเป็นระบบ


