นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า พายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน "หนองฟ้า" แล้วในวันนี้ (30 ส.ค.) โดยคาดว่าเมื่อพายุเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามจะอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชันอีกครั้ง และเคลื่อนตัวปกคลุมบริเวณลาวตอนบน รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยในระดับหย่อมความกดอากาศต่ำ
อิทธิพลของพายุ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงขึ้นและร่องมรสุมที่พาดผ่านตอนบนของประเทศจะทำให้ฝนตกกระจาย โดยตกหนักถึงหนักมากบางแห่งระหว่าง 30 สิงหาคม – 1 กันยายน ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์ล่าสุดว่า ขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวม 52,541 ล้าน ลบ.ม. หรือ 69% ของความจุรวม โดยยังสามารถรับน้ำได้อีก 23,964 ล้าน ลบ.ม.
ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสำคัญ มีปริมาณน้ำรวมใน 4 เขื่อนหลักได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันอยู่ที่ 18,337 ล้าน ลบ.ม. หรือ 74% ของความจุรวม เหลือพื้นที่รับน้ำได้อีกเพียง 6,534 ล้าน ลบ.ม.
โดยเฉพาะเขื่อนสิริกิติ์ ที่มีน้ำมากถึง 8,078 ล้าน ลบ.ม. หรือ 85% ของความจุ ส่งผลให้ที่ประชุมร่วมระหว่างกรมชลประทาน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีมติคงการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ในอัตรา 50 ล้าน ลบ.ม./วัน จนถึง 10 กันยายน 2568 เพื่อพร่องน้ำและลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน
กรมชลประทานได้เตรียมแผนรับมือพายุ "หนองฟ้า" และฝนตกหนักจากอิทธิพลรอบใหม่ ด้วยมาตรการสำคัญ ดังนี้
- พร่องน้ำอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า เพิ่มพื้นที่รับน้ำ
- จัดเครื่องจักรกล–เจ้าหน้าที่ เข้าประจำจุดเสี่ยงพร้อมให้ความช่วยเหลือทันที
- ตรวจสอบอาคารชลประทาน–ประตูระบายน้ำ–คันกั้นน้ำ ให้พร้อมใช้งาน
- กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเร่งการระบายและลดน้ำท่วมขัง
นอกจากนี้ ยังเน้นการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อควบคุมความเสี่ยงท่วมพื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนด้านท้าย
หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อโครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือ โทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ตลอด 24 ชั่วโมง