xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน [7 ธันวาคม 2561]

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่านคนไทยเป็นคนใจบุญ นอกจากงานวัด งานบุญ งานกุศลต่างๆ ที่ประชาชนมักเข้าร่วมกิจกรรม เป็นจำนวนมาก รวมทั้งงานกาชาดและงานฤดูหนาวด้วย หลายคนอาจไม่รู้ที่มานะครับ ว่างานฤดูหนาวในอดีตกับงานอุ่นไอรัก" มีความสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันอย่างไร วันนี้ ผมจึงอยากจะเล่าให้ฟังคร่าวๆ ย้อนไปเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดงานฤดูหนาวขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อหารายได้สมทบทุนก่อสร้างวัดเบญจมบพิตรมีการออกร้านของพระบรมวงศานุวงศ์ เจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายในรวมทั้ง ข้าราชการ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ตลอดจนมหรสพแบบราชสำนัก เช่น โขน ละครใน ต่อมาด้วยพระบรมราชวิเทโศบายในการให้ประชาชนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์จึงทรงตั้งร้านถ่ายรูปหลวง และทรงถ่ายรูปพระราชทานแก่เจ้านาย ข้าราชการ และชาวต่างชาติสะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างพสกนิกร และสถาบัน พระมหากษัตริย์ของไทย ที่มีมาอย่างเนิ่นนานนะครับก็ทำให้งานฤดูหนาวเป็นงานบุญ ที่สร้างความสุขอิ่มเอมใจแก่ประชาชนโดยทั่วกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงสืบสานพระราชปณิธาน ของพระบรมชนกนาถ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดงานฤดูหนาวเพื่อหารายได้สมทบทุนการกุศลต่างๆ ณ สนามสโมสรเสือป่า พระราชวังดุสิต แม้ว่าบางปีจะย้ายไปจัดบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐานบ้าง หรือ พระราชอุทยานสราญรมย์บ้าง แต่วัตถุประสงค์ในการจัดงานก็ยังคงเดิม จวบจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังที่ผมได้กล่าวมา อีกทั้งมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานความสุข แก่ประชาชน จึงได้พระราชทานพระราชานุญาต ให้จัดงานในรูปแบบของงานฤดูหนาว เพื่อหวนรำลึกถึงบรรยากาศของงานฤดูหนาว เมื่อครั้งแรกเริ่มสะท้อนความงดงามของประเพณีวัฒนธรรม และ ศิลปะแบบไทยๆ ภายใต้ชื่องานอุ่นไอรักคลายความหนาวขึ้น เมื่อต้นปีนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นครั้งแรก สำหรับปีนี้ภาพความประทับใจและ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขช่วงเวลาที่มีค่าเหล่านี้กำลังจะกลับมา ด้วยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชานุญาต ให้จัดงานฤดูหนาวขึ้น อีกครั้งภายใต้ชื่องานอุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ระหว่างวันที่ 9 ธันวาคม ศกนี้ ถึงวันที่ 19 มกราคม ศกหน้า ณ พระลานพระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า โดยพื้นที่พระลานพระราชวังดุสิต จะถูกเนรมิตให้เป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการให้ทุกท่านได้ร่วมกิจกรรรม การบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ที่สำคัญและ คุณค่าของสายน้ำแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งได้ชื่นชมความงดงามของแมกไม้นานาพันธุ์ และ แบบจำลองต่างๆ อาทิ พระที่นั่งกลางน้ำ พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ เรือพระที่นั่ง และ รูปแบบอาคารบ้านเรือน ไล่เรียงจากต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จวบจนถึงปัจจุบัน เป็นต้น นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานจะได้ร่วมทำบุญกับ ร้านค้าในพระบรมวงศานุวงศ์ และร้านจิตอาสา 904 ซึ่งมีของที่ระลึกสำหรับปีนี้ ได้แก่บัตรอวยพรปีใหม่ ภาพวาดการ์ตูนลายพระหัตถ์พร้อมพระปรมาภิไธย เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ความเอาใจใส่ต่อสุขภาพกาย สุขภาพใจและ หวังให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความ สำคัญของการมีสุขภาพที่ดี ด้วยการออกกำลังกาย อันเป็นกิจกรรมที่ดีๆ ที่สมาชิกในครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ ทั้งที่บ้านหรือสถานที่อื่นๆ

นอกจากนี้ ก็มีสายรัดข้อมือ เสื้อ กระบอกน้ำจักรยาน อุ่นไอรัก จำหน่ายด้วย ในงานก็จะมีทั้งตลาดบก ตลาดน้ำ และมหรสพให้ชม ตลอดจนกิจกรรมให้ร่วมทำบุญ เช่นสลากชิงโชค มัจฉาพาโชค และสลากการกุศล อีกด้วย ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระราชดำเนินเปิดงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ ในวันที่ 9 ธันวาคม และจะทรงจักรยานในพิธีเปิด ตามเส้นทางประวัติศาสตร์ ผ่านสายน้ำ คูคลองสำคัญต่างๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ ไปยัง คลองลัดโพธิ์ อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ จึงขอเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ ร่วมชมงาน อุ่นไอรัก คลายความหนาว สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์ และ ร่วมขบวนจักรยานตามเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน และ ขอเชิญชวนให้ทุกท่านแต่งกาย ในชุดไทยย้อนยุค สมัยรัชกาลที่ 5 หรือ ชุดไทยแบบต่าง ๆ ด้วยผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น เพื่อสะท้อนวิถีไทย ผ่านเครื่องแต่งกาย ร่วมกันเที่ยวชมงานในครั้งนี้ด้วย ความสุข สดใส สนุกสนานเพลิดเพลิน อีกทั้ง ได้รับความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเกี่ยวกับสายน้ำและ ร่วมทำบุญโดยเสด็จพระราชกุศลเป็นความสุข อิ่มบุญ อิ่มใจ ร่วมกัน

พี่น้องประชาชนที่รักครับ รากฐานการพัฒนาชาติบ้านเมือง ก็คือชุมชน ซึ่งรัฐบาลนี้ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น ระดับนี้โดยอาศัยหลักการสำคัญ ก็คือ การมีส่วนร่วม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน ที่เน้นการบูรณาการในการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในพื้นที่ทุกระดับ เพื่อจะแก้ไขอย่างครบวงจรทุกมิติ ในคราเดียวกัน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง บูรณาการสร้างความตระหนักรู้ถึงหน้าที่พลเมือง บทบาทหน้าที่ของประชาชน ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตาม 10 กรอบหลักในการดำเนินงาน

ได้แก่ การสร้างความปรองดองด้วยสัญญาประชาคม คนไทยไม่ทิ้งกัน ชุมชนอยู่ดีมีสุข วิถีไทย วิถีพอเพียง รู้สิทธิรู้หน้าที่ รู้กฎหมาย รู้กลไกการบริหารราชการ รู้รักประชาธิปไตยไทยนิยม รู้เท่าทันเทคโนโลยี ร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติด และที่สำคัญ คือการขับเคลื่อนในระดับล่าง จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย หากไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับหน่วยงานต่างๆของภาครัฐในระดับต่างๆ ทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค โดยต้องเชื่อมโยงแผนงานโครงการของตนเข้าในแผนของตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ภูมิภาค และประเทศให้ได้

ดังนั้นกลไกในการขับเคลื่อนโครงการไทยนิยมยั่งยืน จึงจำเป็นต้องมีในทุกระดับตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งในระดับพื้นที่ ก็จะมีทีมขับเคลื่อนระดับตำบล ทีมผู้ดูแลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทีมหมอประชารัฐสุขใจ ทีมปฏิบัติการกระทรวงเกษตร ทีมคณะกรรมการหมู่บ้าน รวมทั้งคระกรรมการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้มีการลงพื้นที่จำนวนทั้งหมดจำนวน 4 ครั้ง ครอบคลุม 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร หรือกว่า 82,000 หมู่บ้าน ชุมชน ทั่วทั้งประเทศ มีประชาชนเข้าร่วมเวทีประชาคม จำนวนทั้งสิ้น 8.7 ล้านคน สำหรับการสร้างการรับรู้ความเข้าใจแก่ประชาชน และขอความร่วมมือตามกรอบหลักที่ผมได้กล่าวไปแล้ว

อีกส่วนที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการจะบอกพี่น้องประชาชน ก็คือเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยการรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชน ซึ่งก็มีความเชื่อมโยงกับการลงพื้นที่ของผมและคณะรัฐมนตรีแต่ละครั้งด้วย

เราจะพยายามลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ ผมได้รับรายงานประเด็นปัญหา ความต้องการของประชาชน มากกว่า 700,000 รายการ สามารถแบ่งเป็น 6 ด้านหลักๆ ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐานมากที่สุด กว่าร้อยละ 52 ด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านการเกษตร ด้านความมั่นคง ร่วมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการสาธารณสุข

จากความต้องการของประชาชนในแต่ละชุมชนทั่วประเทศกว่า 700,000 รายการดังกล่าว รัฐบาลได้นำกลับมาเป็นการบ้านให้ทุกกระทรวงร่วมกันถอดรหัส จัดทำเป็นรายละเอียดแผนงานสำคัญ 3 แผนงาน ก็คือ

1. แผนงานเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งก็มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐราว 13 ล้านคน จากการลงทะเบียนที่ผ่านมาที่ครอบคลุมถึงผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงอีกด้วย โดยดำเนินการใน 4 เรื่อง ได้แก่ การมีงานทำ การฝึกอาชีพ เสริมความรู้ การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และการเข้าถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน

ทั้งนี้ ก็เป็นที่มาของมาตรการต่างๆ ที่ผมได้กล่าวไป เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อาทิ การช่วยเหลือค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า สำหรับครัวเรือนของผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือค่าเดินทางไปรักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพและค่าเช่าบ้าน สำหรับผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น

ซึ่งมาตรการต่าง ๆ ต้องอาศัยเวลาในการคิด หารือ และปรับปรุงตามขั้นตอนอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบโจทย์ ช่วยแก้ปัญหาพื้นฐานของพี่น้องผู้มีรายได้น้อยได้จริง บางคนอาจจะไม่รู้ว่าเงินเพียง 300-500 บาท สำหรับเขาเหล่านี้ คือค่าอาหารทั้งเดือน รัฐบาลจึงไม่อาจทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังได้ เพราะรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบนั้น รัฐบาลได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในหลายกรณีที่ได้เข้าไปช่วยแก้ไข ก็อาจจะเป็นเรื่องการแก้ที่ปลายเหตุ ได้แก่ การเข้าไปประนีประนอมหนี้กับเจ้าหนี้ แต่อีกแนวทางหนึ่งที่เราพยายามแก้ไข และเน้นให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใส ในการกู้ยืมเงินทุนของพี่น้องประชาชน ก็คือการนำธุรกรรมหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ระบบ เพื่อให้เป็นการให้กู้ยืมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบให้แก่ประชาชนรายย่อย

ซึ่งจะเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบแก่ประชาชนไปด้วยในเวลาเดียวกัน ทำให้กระทรวงการคลังได้อนุญาตให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยประเภทใหม่ ได้แก่ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ หรือที่เรียกว่า สินเชื่อ พิโกไฟแนนซ์ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจสามารถเรียกเก็บดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ และค่าธรรมเนียมใดๆ ได้ ไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี จำตัวเลขนี้ไว้ด้วย ไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี และจะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง

ทั้งนี้ ในการให้บริการสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ ผู้ที่จะให้สินเชื่อ หรือเจ้าหนี้ จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท และได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ซึ่งจะทำให้การปล่อยกู้นั้นถูกกฎหมาย สามารถให้กู้กับลูกหนี้ที่เป็นคนในพื้นที่ ที่เราก็คงจะเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว ช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยง รู้ความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ได้

นอกจากนี้ ผู้ให้กู้ คือเจ้าหนี้ ก็สามารถจะคิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าสถาบันการเงินทั่วไป ในขณะที่ลูกหนี้ จะสามารถกู้ยืมในระบบได้ง่ายขึ้น มีความโปร่งใส เป็นธรรม โดยสามารถกู้ยืมไปใช้อุปโภค บริโภค หรือฉุกเฉินจำเป็น ในแต่ละรายจะสามารถกู้ยืมได้ในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท และอาจมีหรือไม่มีหลักประกันก็ได้ แล้วแต่เจ้าหนี้จะกำหนด หรือใช้บุคคลเป็นผู้ค้ำประกันก็ได้

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่คิด แม้จะสูงกว่าสถาบันการเงินทั่วไป แต่ก็จะไม่สูงไปกว่าการออกไปกู้นอกระบบ รวมถึงการกู้ยืมก็ทำได้ง่ายกว่า และยังเป็นแบบลดต้น ลดดอก ซึ่งจะช่วยลดปัญหาในเรื่องที่ผ่อนใช้ไปนานๆ แล้วต้นไม่เคยลดลง จนทำให้ต้องเป็นภาระที่พอกพูน ไม่มีวันจบสิ้นได้ด้วย ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลได้ ตามเว็บไซต์กระทรวงการคลัง หรือ โทรสายด่วน 1359 ได้

2. แผนงานปฏิรูปโครงสร้างการผลิตภาคการเกษตร เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพเป็นรายบุคคล และรายกลุ่มซึ่งจัดทำเป็นเมนูทางเลือกให้เกษตรกรตามความเหมาะสม และความสมัครใจ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์ รวม 4.3 ล้านคน แบ่งออกเป็น 4 โครงการสำคัญ ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำ การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน การปศุสัตว์ และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร

ทั้งนี้ มีโครงการตัวอย่าง ได้แก่ โครงการเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นอาชีพเสริมของชุมชน ต.ฉลุง จ.สตูล ช่วยสร้างรายได้ 665,000 บาทต่อปี โดยสามารถขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ 6 อําเภอได้ในอนาคต โครงการผลิตสารชีวภัณฑ์ของชุมชน 4 บ้านแก่ง จ.อุตรดิตถ์ ช่วยสร้างลดต้นทุนการจัดการศัตรูพืชจาก 4,000 บาทต่อไร่ เหลือ 3,000 บาทต่อไร่ โครงการจ้างงานชลประทานสำหรับซ่อมแซม บำรุง รักษาระบบชลประทาน 140 รายการ สร้างรายได้ให้แก่ประชาชน เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 16,000 บาทต่อราย และ โครงสร้างสร้างฝายชะลอนํ้า 1,300 กว่าแห่งทั้งในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และพื้นที่ ส.ป.ก. ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทําเกษตรกรรมในพื้นที่ดังกล่าวมากกว่า 10,000 ล้านบาท เป็นต้น

และ 3. แผนงานส่งเสริมเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพชุมชน ซึ่งประกอบด้วย 3 โครงการหลัก ได้แก่

(1.) โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน หรือ หมู่บ้านชุมชนละสองแสนบาท โดยคณะกรรมการหมู่บ้านจะนำปัญหาความต้องการจากเวทีประชาคมมาดำเนินการพัฒนาพื้นที่ และต่อยอดในโครงการด้านต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นมากกว่า 92,000 โครงการ ส่วนใหญ่ก็คงเป็นเรื่องระบบสาธารณูปโภค ร้อยละ 72 รองลงมาเป็นเรื่องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ร้อยละ 16

(2.) โครงการด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอทอป นวัตวิถี ซึ่งนอกจากให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอป มากกว่า 32,000 ผลิตภัณฑ์ทั้งอาหาร ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายสมุนไพร และเครื่องดื่มแล้ว ยังมีการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว การปรับปรุงภูมิทัศน์แหล่งท่องเที่ยว เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริการนักท่องเที่ยว การเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวแต่ละท้องถิ่น และการส่งเสริมการตลาดชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอีกด้วย ผมได้รับรายงานว่า ช่วยให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในชุมชน เกือบ 1 ล้านคน ดึงเม็ดเงินเข้าชุมชน 900 ล้านบาท และ

(3.) โครงการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชนอย่างยั่งยืนโดยศาสตร์พระราชา ตามแนวทางประชารัฐ ดำเนินการโดยสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพและการยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้นกองทุนละไม่เกิน 3 แสนบาท ได้รับอนุมัติโครงการไปแล้ว 47,000 กองทุน คิดเป็นร้อยละ 71 ของเป้าหมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการจัดงานประเพณีต่างๆ ร้อยละ 37 นอกจากนั้น เป็นการสร้างร้านค้าชุมชน น้ำดื่มชุมชน กองทุนปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์พืช ลานตากพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น

ทั้งนี้ ผมก็หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า แผนงาน โครงการทั้งหลายตามโครงการไทยนิยมยั่งยืนดังกล่าว นอกจากจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ที่เป็นฐานรากของบ้านเมืองแล้ว ยังจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้จุนเจือครอบครัว ไม่เป็นภาระ แต่ก็เป็นพลังส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดใหญ่ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคเช่นนี้ สิ่งที่ต้องพึงระวัง และต้องช่วยกันเป็นหู เป็นตาก็คือการทุจริต ที่จะเป็นมะเร็ง ในระบบราชการ และการบริหารประเทศ ผมถือว่าเป็นความผิด ทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่อง และต้องการให้กระบวนการยุติธรรม มีความเข้มแข็ง ในการดำเนินการต่างๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซง

ดังนั้น ผมขอความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสตามช่องทางต่างๆ ด้วย ประชาชนพี่น้องเกษตรกรต้องทราบถึงช่องทางเข้าถึงมาตรการต่างๆ ดังกล่าวของรัฐบาล เราต้องช่วยตัวเองด้วย ต้องขวนขวาย มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่เข้าใจ แล้วก็จะบอกว่าเราเข้าไม่ถึงเศรษฐกิจไม่ดี อะไรไม่ดี เพราะเราเข้าไม่ถึง เพราะเราไม่เรียนรู้ รัฐบาลหามาตรการออกไปมากมาย แต่ไม่เคยทำแบบนี้มาก็อาจจะเข้าใจยาก แต่ทุกคนต้องขวนขวาย

พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ วันที่ 9 ธันวาคม ของทุกปี ถือเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นวันที่ไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต เมื่อปี 2546 และสะท้อนว่า เรื่องทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นปัญหาในหลายประเทศทั่วโลก โดยในปีที่ผ่านมา ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของ 120 ประเทศ จาก 180 ประเทศทั่วโลก ยังอยู่ต่ำกว่า 50 คะแนน ทำให้ประเทศสมาชิกคงต้องร่วมมือกัน และดำเนินการตามอนุสัญญาให้เข้มข้น เข้มแข็ง ขึ้น สำหรับประเทศไทยก็ได้มีการรณรงค์ผ่านการใช้แนวทางและมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เริ่มปลูกฝังให้เยาวชนรู้ถึงผลเสีย และไม่ยอมรับการทุจริต เพราะจะเป็นการเพิ่มปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เท่าเทียม และสร้างความแตกแยกทางสังคม รวมทั้งสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริต และมีจุดยืนที่ชัดเจนในการต่อต้านคอร์รัปชัน

สำหรับปี 2561 นี้ รัฐบาลร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. และภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้กำหนดจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ขึ้น ในวันที่ 7 ธันวาคม ซึ่งก็คือวันนี้ อย่างพร้อมเพรียง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้ได้จัดกิจกรรม "เดิน – วิ่งเพื่อรณรงค์ส่งเสริมคุณธรรม ราษฎร์-รัฐร่วมใจ ไม่เอาคอร์รัปชัน" ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด "GOOD GUY RUN 2018" โดยนำหลักส่งเสริมสุขภาพมาร่วมบูรณาการกับการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ด้วยการแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์ ส่งเสริมความดี ร่วมต้านการทุจริตและพลังความดีด้วยการซื่อสัตย์ต่อตนเอง เพราะทุกคนต้องเคารพกฎกติกา กฎหมายต่างๆ ทั้งปวง เพื่อให้คนทั้งประเทศได้เห็นว่าเราสามารถจะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันได้ง่ายๆ ด้วยตัวเราเอง ซึ่งก็มีผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้มากกว่า 2,300 คน

อีกกิจกรรมหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ ก็คือการประกาศเจตนารมณ์ในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) ที่รัฐบาล สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. องค์กรต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ในทุกภูมิภาค ได้จัดขึ้น เพื่อแสดงแนวคิด "Zero Tolerance คนไทยไม่ทนต่อการทุจริต" ซึ่งผมได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตกับพี่น้อง ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ด้วย โดยหวังว่าการรณรงค์นี้จะช่วยส่งต่อพลังและปลุกกระแสสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตของไทยเรา

กิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นนี้ ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างเจตจำนงเพื่อการแก้ไขปัญหาการทุจริตร่วมกันของทุกฝ่าย โดยภาครัฐก็ได้ยกเรื่องการปราบปรามการทุจริตให้เป็นวาระเร่งด่วน และเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาการทุจริตที่ยั่งยืนของประเทศ ในส่วนของภาครัฐก็ได้มีการดำเนินการออกแนวนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ครอบคลุม ตั้งแต่การป้องกัน หรือปลูกฝังแนวคิด การแก้ไขปัญหา และการลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามปรับปรุงแนวทางให้เหมาะสมและเท่าทันต่อเหตุการณ์เสมอ ทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่เมื่อตรวจสอบ เมื่อมีการเห็นการทุจริต ก็ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษให้เกิดการสืบสวน มีการสืบหาวัตถุพยาน พยานบุคคล ตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนใหญ่เรามักจะร้องเรียนผ่านทางโซเชียล อาจไม่มีประโยชน์มากนัก เพราะมันต้องมีการเข้ากระบวนการ มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ แจ้งความอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ทุกคนได้เข้าใจกฎหมายตรงนี้ด้วย

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีได้รับทราบผลการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ ที่ออกมาใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างความโปร่งใสในธุรกรรมต่างๆ ของภาครัฐ และเพิ่มความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการร่วมงานกับภาครัฐด้วย โดยที่ผ่านมาได้มีการออกกฎหมายลำดับรอง ในเรื่องเงื่อนไขการซื้อพัสดุโดยวิธีคัดเลือก หรือวิธีเฉพาะเจาะจง การกำหนดราคากลาง และการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ รวมถึงแนวปฏิบัติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (หรือ e-GP) ให้มีความชัดเจน และสามารถจะนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้จริง สะท้อนจากจำนวนหน่วยงานภาครัฐที่ร่วมใช้ e-GP ในปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากปี 2560 รวมถึงผู้ค้ากับภาครัฐ ก็มาใช้งานเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 18 ก็ยังต้องเพิ่มให้มากกว่านี้ ปัจจุบันมีทั้งหมดเกือบ 250,000 ราย ซึ่งภาครัฐมุ่งที่จะปรับปรุงการปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนงานต่างๆ และบริการประชาชนได้ดีขึ้น และโปร่งใสขึ้นไปพร้อมๆ กัน

นอกจากแนวปฏิบัติภายใต้การจัดซื้อจัดจ้างแบบรวมศูนย์โดยภาครัฐแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังได้จัดทำมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน 4 ด้าน ได้แก่

(1) มาตรการด้านกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการจัดตั้ง อปท.
(2) มาตรการด้านการบริหาร
(3) มาตรการด้านการตรวจสอบ กำกับดูแล และการมีส่วนร่วมของประชาชน และ
(4) มาตรการด้านคุณธรรม และจริยธรรม

ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขกรณีร้องเรียนการทุจริตของผู้บริหารในท้องถิ่นที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางหารือในรายละเอียดของมาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อไป

ที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศ ที่เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกและสะสมมายาวนานนั้น หากประชาชนคนไทยทุกคนถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหานี้ นอกเหนือไปจากการยึดมั่น ตั้งมั่น อยู่ในความซื่อสัตย์ คิดดี ทำดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ทำตามกฎกติกาและระเบียบของสังคมแล้ว ประชาชนทุกคนยังมีบทบาทในการช่วยเป็นหู เป็นตา ช่วยกันสอดส่อง ดูแล ตักเตือน แจ้งข้อมูลให้กับภาครัฐ หากเห็นมีพฤติกรรมทุจริตเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหนก็ตาม ก็อย่าปล่อยผ่าน ถือว่าไม่ใช่เรื่องของเรา ไม่เกี่ยวข้องกับเรา ติติงกันอยู่ในโซเชียลอย่างเดียว ไม่ได้ เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้หากไม่ได้ถูกหยุด หรือขจัดออกไปด้วยวิธีการทางกฎหมายที่ถูกต้อง ก็อาจสั่งสมจนบานปลาย กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากในที่สุด เหมือนหลายๆ ปัญหาที่ผ่านมาในวันนี้ นอกจากนี้ การละเลยที่จะตักเตือน ว่ากล่าวหรือแจ้งข่าว ในพฤติกรรมทุจริตของเราในวันนี้ ก็อาจจะกลายเป็นการปลูกฝังการยอมรับเรื่องเหล่านี้ให้กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของเราต่อไปด้วย

สุดท้ายนี้ ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ รัฐบาลมีมาตรการชอปช่วยชาติ ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อจะลดภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ประจำทุกปีของพี่น้องประชาชน จำได้ไหมครับปีก่อนๆ ที่ผ่านมาก็มีเช่นนี้นั่นแหละ อย่ามองว่าเป็นเรื่องของการเมืองอะไรเลย และใครที่ไม่มีขีดความสามารถตรงนี้ ก็ไม่ต้องไปซื้อขนาดนั้นเพื่อจะต้องการลดภาษี ผมคิดว่าคงไม่มีใครทำแบบนั้น อย่าไปฟังคำบิดเบือนนะ

นอกจากจะช่วยเหลือประชาชนตรงนี้แล้ว เรายังช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจด้วย ในประเทศโดยรวม สินค้าเราก็ได้กำหนดไว้เพียง 3 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่

1. สินค้าประเภทยางล้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และรถจักรยาน

2. สินค้าประเภทหนังสือ และ e-Book เพื่อจะส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ที่จะช่วยการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ หรือการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ก่อนอื่นต้องสร้างนิสัยตัวเองให้เป็นคนรักการอ่าน ผมบอกแล้วว่าตัวหนังสือทุกตัวมันมีจิตวิญญาณของผู้เขียนลงไปด้วย ลองคิดดูสิว่าทำไมเขาถึงเขียนมาอย่างนั้น หาเหตุหาผลดู ถ้าเป็นเรา เราจะเขียนอย่างไร เราจะเข้าใจว่าอย่างไร อันนั้นเป็นการสร้างหลักคิดอะไรที่ถูกต้อง สร้างความคิดที่มีวิสัยทัศน์ ต่อเนื่อง เชื่อมโยงกระบวนการคิดได้ ถ้าเราไม่ปรับตรงนี้เราไปไม่ได้แน่นอน

3. สินค้าโอทอป ซึ่งเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนโดยตรง กำหนดให้ซื้อจากผู้ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน แต่จะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ก็ได้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ห้างสรรพสินค้า แต่จะช่วยกระจายรายได้ไปยังชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ หากใครกำลังมองหาของขวัญปีใหม่อยู่ ก็อยากให้พิจารณาของที่มีคุณค่า เช่น หนังสือที่เป็นประโยชน์ต่อผู้รับ หรือสินค้าโอทอป ที่ช่วยพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นของไทยเราด้วย

สำหรับผู้ที่จะเดินทางสัญจรไป-มา คงต้องเตือนกันอีก ในช่วงเทศกาลปีใหม่ เกือบทั้งปี ต้องเตือนกันตลอด ในช่วงปีใหม่ก็จะเป็นการกลับภูมิลำเนาหรือเพื่อการท่องเที่ยว ก็ขอให้มีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งคนและยานพาหนะ ศึกษาเส้นทางให้ดี พักผ่อนให้เพียงพอ ขับขี่มีวินัย มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง ในเขตชุมชนก็ขอให้ใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และจิตอาสา ก็ขอให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ขอขอบคุณทุกคนที่เสียสละ ทั้งแรงกาย แรงใจ เวลาของตัวเองที่ต้องอยู่กับครอบครัว มาช่วยดูแล มาเป็นที่พึ่งให้กับพี่น้องประชาชนของเราด้วยทุกคน ขอบคุณทุกคน ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ พลเรือน ทหาร จิตอาสา อาสาสมัครอะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ ในช่วงเทศกาล

ขอขอบคุณนะครับ ขอให้ทุกคนมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่เบิกบาน และทุกครอบครัวมีความสุข ความอบอุ่น อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตากัน สวัสดีครับ