xs
xsm
sm
md
lg

คำต่อคำ : ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 9 ธันวาคม 2559

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

..

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ในช่วงเวลานี้ พี่น้องประชาชนชาวใต้ หลายจังหวัดประสบปัญหา อุทกภัยเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งในการนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรห่วงใอยพสกนิกรในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในครั้งบนี้ และทรงพระราชทานถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย เพื่อช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่ง ได้สร้างความปลื้มปีติยินดีเป็นล้นพ้น รัฐบาลได้เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด แม้ภัยธรรมชาตินั้นจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ แต่เมื่อรู้ว่าจะเกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องป้องกัน เพื่อลดความเสียหาย โดยได้มีการแจ้งข่าวสารให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง รวมทั้งการให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว การป้องกันเหตุจมน้ำ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหาต่อไปให้ทุเลาเบาบางลง ได้มีการเตรียมแผนเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้า เช่น การจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องมืออุปกรณ์ด้านสาธารณภัย พร้อมปฏิบัติการ เผชิญเหตุตลอด 24 ชั่วโมง และช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด ทุกหน่วยงาน ฝ่ายปกครอง ฝ่ายบรรเทาสาธารณภัย ผู้นำท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ต้องช่วยกันระดมกำลัง ลงไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ ประชาชนผู้ประสบภัย ปลอดภัย อุ่นใจ และกลับมาดำเนินชีวิตให้เป็นปกติได้โดยเร็วที่สุด สำหรับการฟื้นฟู การสำรวจความเสียหาย ต้องพร้อมปฏิบัติทันที ภายหลังที่สถานการณ์คลี่คลายลง ทั้งนี้ก็ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย เฝ้าติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตาม คำแนะนำอย่างเคร่งครัด สำหรับผู้ประสบภัย สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และสาขาในพื้นทำ หรือ โทร. สายด่วนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืนนั้น ผมขอให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า รัฐบาลพยายามจะดำเนินการโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักให้มากที่สุด ที่สำคัญที่สุดรัฐบาลและประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อการแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป ผมได้สั่งงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย ได้ไปศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ อย่างยั่งยืน ให้ได้โดยเร็ว ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และจัดนำบรรจุไว้ในแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ระยะยาวของรัฐบาลด้วย พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน ถ้าเรายังทบทวนกันให้ดี รอบด้าน เราจะพบว่าปัญหาต่างๆ ภายในประเทศของเรานั้น ล้วนเกิดจากคนเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าหากคนไทย ไม่ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐาน สุดท้ายก็จะสร้างปัญหาให้กับสังคม อีกทั้งหากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ให้เป็นระดับสากล ก็จะนำไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะประชากรของประเทศนั้น จะทำมาหากินไม่ได้ พึ่งตนเองไม่ได้ ไม่ยั่งยืน ปัญหาทั้งสองมิตินั้นจะผสมผสานกัน ทำให้เกิดแรงต้านในเชิงลบ ทำให้เกิดปัญหาการเมือง จนในที่สุด กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ อาจส่งผลไปกระทบถึงความสัมพันธ์ระดับประเทศ ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย

ศาสตร์พระราชาแห่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญด้านการพัฒนาคน ด้วยการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยทรงพัฒนาด้านการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน มาโดยตลอด เพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างทั่วถึง แม้แต่ผู้ที่ด้อยโอกาสและสถานที่ที่ห่างไกล ทั้งที่เป็นชาวไทยภูเขา หรือประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นชายแดน ห่างไกลจากการคมนาคม โดยการพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสร้างโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสอนหนังสือให้แก่พี่น้องประชาชนเหล่านั้น โดยพระราชทานนามว่า โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ ทรงสร้างโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และพื้นที่ปฏิบัติการของผู้ที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง ทรงสร้างโรงเรียนราชประชาสมาสัย สำหรับบุตรธดาของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อน ได้มีโอกาสได้เรียน ไม่ถูกรังเกียจ และอีกหลายๆ โรงเรียนที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย และยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย

ที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท โดยทรงน้อมนำศาสตร์พระราชาแห่งองค์สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงทราบดีว่า เยาวชนในถิ่นทุรกันดารยังด้อยโอกาสในการศึกษา โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร 6 แห่ง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการก่อตั้งขึ้นไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แก่ โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา ใน จ.นครพนม กำแพงเพชร และสุราษฎร์ธานี และโรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ใน จ.อุดรธานี สงขลา และฉะเชิงเทรา และเสด็จพระราชดำเนินทรงไปวางศิลาฤกษ์ด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังพระราชทานวัสดุอุปกรณ์การศึกษาอันทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วีดิทัศน์ พระราชทานคำแนะนำและยังคงส่งเสริมให้โรงเรียนดังกล่าวนั้นดำเนินโครงการอันเป็นประโยชน์แก่นักเรียน เช่น โครงการอาชีพอิสระ เพื่อให้เยาวชนใช้ความรู้ประกอบอาชีพ เลี้ยงตนและครอบครัวได้ เมื่อจบการศึกษา

ทั้งนี้ ยังคงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมเยียนโรงเรียนและติดตามผลการศึกษา รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้พระราชธิดาทั้งสองพระองค์ ทรงร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนอยู่เสมอ

ในส่วนของรัฐบาลนี้นอกจากจะน้อมนำศาสตร์พระราชาอันนับว่าเป็นแนวทางมาสู่การปฏิบัติแล้ว ยังให้ความสำคัญแก่การปฏิรูปการศึกษา ไปสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความคิดวิเคราะห์ ความคิดริเริ่ม มีจินตนาการ มีการสนใจข้อมูลข่าวสารรอบตัวที่เป็นผลกระทบต่อการตัดสินใจ และการดำเนินชีวิต การประกอบอาชีพ และการประกอบกิจการใดๆ ก็ตาม ความสนใจใฝ่รู้และศึกษาแนวโน้ม การคาดการณ์อนาคต บนพื้นฐานของฐานข้อมูล สถิติ และการศึกษาเพื่อการประกอบอาชีพ เพื่อให้ทุกคนมีงานทำ เบื้องต้น ซึ่งได้มีการดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่ นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ทางวิชาการ ความรู้ทางปฏิบัติการ และความรู้คิด อ่าน ตามเหตุผลการเป็นจริง ด้วยการบริหารจัดการเวลาเรียนของสถานศึกษาใหม่ สามารถลดเวลานั่งเรียนในห้อง และเพิ่มเวลาในการปฏิบัตินอกห้องเรียนได้ราว 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี ให้เพิ่มสาระในการเรียนรู้ดังกล่าว ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้มากที่สุด สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง

สำหรับการบริหารจัดการเวลาเรียนภาษาอังกฤษนั้น เราสามารถขยายเวลาเรียนภาษาอังกฤษในชั้นประถมศึกษา จากเดิม 40 ชั่วโมงต่อปี เป็น 200 ชั่วโมงต่อปี รวมทั้งการจัดการแอปพลิเคชันภาษาอังกฤษ EchoEnglish เพื่อสร้างมาตรฐานความสามารถด้านภาษาอังกฤษของผู้เรียน โดยอิงมาตรฐานสากลมาปรับให้เข้ากับบริบทของไทย

นอกจากนั้น มีการส่งเสริมการศึกษาเรียนรู้ผ่านเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการศึกษา สำหรับสถานศึกษาที่ใช้บริการมากกว่า 10,000 แห่งทั่วประเทศ และโครงการส่งเสริมการศึกษานอกระบบผ่านทีวีสาธารณะในการติวเข้มเติมความรู้ โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ETV ของกระทรวงศึกษาธิการ และ NBT ของกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น มีกลุ่มเป้าหมายและผู้ใช้บริการปัจจุบันมากกว่า 2.4 ล้านคน และการพัฒนา กศน.ตำบลให้เป็นกลไกขับเคลื่อนการจัดการศึกษา เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้สูงอายุ สตรี และเด็ก ภายใต้การเชื่อมโยงศูนย์เรียนรู้ทั้ง 4 ประเภท อันได้แก่ ศูนย์เรียนรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาประชาธิปไตยประจำตำบล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน และศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตในชุมชน ได้มีการน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการศึกษามาประยุกต์ใช้โดยเน้นการแทรกซึมไปสู่หน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมก็คือ ครอบครัว และหมู่บ้านแล้ว

หน่วยงานและบุคลากรทางการศึกษา และรัฐบาลจะต้องสร้างความมั่นใจว่า ในอนาคตประเทศไทยจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศสืบไป โดยภาพรวมแล้วแนวทางการบริหารประเทศด้วยศาสตร์พระราชาของรัฐบาลปัจจุบันนี้ มีการดำเนินการในเรื่องต่างๆ อันประกอบด้วย ตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือทำให้ประชาชนทุกคนมีความสุข มีความพึงใจ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG 2030 ของยูเอ็น สนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรักษาสมดุลทั้งมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ส่งเสริมแนวทางการแก้ปัญหาตามแนวทางสันติวิธี และยึดแนวทางการพัฒนาสีเขียว ส่งเสริมการปฏิรูปที่กว้างขวาง และลึกซึ้งในทุกมิติ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จัดทำแผนงานโครงการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ได้กำหนดเป็นกิจกรรมหลัก ส่งเสริมในทุกประเด็นของการปฏิรูป ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดตัวชี้วัดของผลสัมฤทธิ์ สามารถประเมินผลงานการดำเนินการได้ล่วงหน้า และตามห้วงระยะเวลา เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติ และประชาชน โดยให้มีการพัฒนาประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับบริบทของไทย มีอัตลักษณ์ไทย วางรากฐานของประเทศที่มีประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม อนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี และเอกลักษณ์ความเป็นไทยอันงดงาม สร้างความรักความสามัคคี และความปรองดอง โดยรักษาความเป็นธรรม ความถูกต้อง และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค สร้างความหวังและศรัทธาบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ และทำให้เกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างอนาคตร่วมกันในสิ่งที่ดีกว่า สร้างประเทศที่มีความเท่าเทียมทางสังคม และไม่เหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมการพัฒนา และปฏิรูปสังคมและเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับฐานรากให้เข้มแข็ง มั่นคง และปลอดภัย

สร้างประเทศไทยให้เป็นนิติรัฐ เสริมด้วยการปฏิบัติงานที่คำนึงถึงทั้งรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ยกระดับคุณภาพชีวิตของทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยยกระดับประเทศไทยในเวทีโลกอย่างมียุทธศาสตร์ เอาจริงเอาจังกับการป้องกัน ปราบปราบการทุจริตคอร์รัปชัน โดยสร้างกลไกการทำงาน กลไกการตรวจสอบที่มีการบูรณาการ และสามารถป้องกันปัญหาได้อย่างยั่งยืน เสริมสร้างศักยภาพระบบราชการไทยทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ทันสมัย

สร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ตลอดเวลา รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกกลุ่ม ทุกภูมิภาคในประชาคมโลก ด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ และการร่วมมือที่สร้างสรรค์ในระดับทวิภาคี และพยุภาคี เพื่อให้เกิดความสมดุลและเสถียรภาพของโลก ให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้าน และอาเซียน ในการพัฒนาร่วมกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องเดินหน้าไปพร้อมๆ กันตามศักยภาพที่ทุกประเทศมีอยู่ กระชับความสัมพันธ์ในลักษณะเป็นห่วงโซ่เดียวกัน โดยการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และขยายความร่วมมือกับประเทศที่กำลังพัฒนา และเชื่อมโยงกับประเทศที่พัฒนาแล้วในลักษณะหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม

พี่น้องประชาชนครับ ผมมีเรื่องที่อยากทำความเข้าใจร่วมกันดังนี้ ในการจัดทำโครงการใดๆ ก็ตาม เช่น โครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ถนน รถไฟ รถไฟฟ้า รถเมล์ เหล่านี้เป็นต้น ทุกภาคส่วนย่อมเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ข้าราชการ ประชาชน ทั้งประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน ในการดำเนินการบางเรื่องบางโครงการอาจจะต้องตัดผ่าน หรืออ้อมผ่านพื้นที่ของรัฐบ้าง ของประชาชนบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบตามหลักวิชาการ และทำให้การใช่จ่ายงบประมาณนั้นคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนที่ต้องสูญเสียพื้นที่จากการเวนคืน หากเราจะคิดต่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตัวแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่นึกถึงผลประโยชน์ส่วนรวม หรือสาธารณชนที่จะได้รับจากโครงการต่างๆ เช่น เพื่อการแก้ปัญหาการจราจรของชาติ แต่หากเราพึงพอใจกับความเป็นอยู่แบบเดิมๆ ของตน หรือเคยชินกับการดำเนินชีวิตในแบบปัจจุบัน และเราไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเราปล่อยไว้ไม่ดำเนินการอะไรเลย ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นคงไม่ได้รับการแก้ไข

ทั้งนี้ รัฐบาลเข้าใจถึงการสูญเสีย ผมไม่อยากให้มีผลกระทบกับใครทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นขอให้คำนึงกับส่วนรวมไว้ด้วยว่า จะได้ประโยชน์อะไร และประเทศชาติ ประชาชนส่วนมากจะได้ประโยชน์อะไรจากการสูญเสียและการเสียหลักของท่านในครั้งนี้ เช่น ในปัจจุบันการแก้ปัญหาจราจรทุกคนก็บ่นกันว่า การจราจรติดขัดมาก กรุงเทพมหานคร หรือในเมืองใหญ่ๆ ในบางครั้ง บางโครงการก็ต้องมีการรื้อสะพาน ปรับปรุงถนนเพื่อสร้างรางรถไฟฟ้า ก็เพื่อทำให้คนส่วนใหญ่ได้หันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัวลง เพราะการเดินทางจะสะดวกสบายขึ้น ค่าใช้จ่ายจะถูกลง เป็นการลดการใช้รถส่วนบุคคล ก็จะทำให้ถนนมากขึ้นในอนาคตนะครับ ผู้ที่ไม่ได้ใช้รถไฟฟ้าก็จะได้ขับรถสบายขึ้น ถ้าหากเราไม่ทำแบบนี้ เราก็ไม่มีวิธีการอื่นที่จะทำได้

ที่น่าเสียดายวันนี้ก็คือหลายคนอาจจะไม่เข้าใจ พยายามไม่เข้าใจ และใช้การยุยง ปลุกปั่น บิดเบือนในสื่อโซเชียล ทำให้เกิดความแตกแยก ไม่เกิดประโยชน์กับสังคมโดยรวมอยู่แล้ว และยังทำลายบรรยากาศในการสร้างชาติอีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่มีความคิดต่างควรจะหาทางออกร่วมกัน ซึ่งอาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด และดีกับทุกคน แต่ควรจะเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์กันแล้ว ส่วนที่เหลือจะได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน

อีกประเด็นก็คือ เราทุกคนต้องยอมรับความจริงว่า ในการแก้ปัญหาใดๆ นั้น ที่มีความสลับซับซ้อน เราอาจจะต้องอดทนลำบากในระยะแรกๆ เพื่อจุดมุ่งหมายปลายทางที่สดใสกว่า ดีกว่าเราจะปล่อยให้เป็นปัญหาต่อไปชั่วลูกชั่วหลานเช่นในอดีตที่ผ่านมา คนไทยต้องรักสามัคคีกัน

ประเด็นดังกล่าวที่กล่าวไปแล้วนั้น เป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งมีกิจกรรมการจัดหาแหล่งน้ำ การสร้างระบบส่งน้ำ กระจายน้ำ ระบายน้ำ พร่องน้ำ และการทำแก้มลิง ทั้งนี้บางพื้นที่อาจจะไม่ยอมให้ทำในพื้นที่ของตัวเอง แต่ก็ต้องการน้ำ ต้องการไม่มีน้ำท่วม บางคนก็อาจจะไม่ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า สร้างเสาไฟ สร้างสายส่ง หรือเดินสายไฟผ่านพื้นที่ของตน แต่ก็ต้องการใช้ไฟฟ้าเหมือนกัน ไฟฟ้าติดๆดับๆมันก็มีผลกระทบด้วยกันทั้งสิ้น ฉะนั้นทุกอย่างจะถูกผูกติดไว้กับผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก แล้วก็จะมีผลมาส่วนของตนเองด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะทำให้ประชาชนเหล่านี้ได้เข้าใจถึงการพัฒนาประเทศ ให้เขาได้รับเงินทดแทนในการเวนคืนที่เพียงพอ สามารถที่จะรับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย คำถามก็คือจำนวนเงินเหล่านั้นเท่าใดจึงจะเหมาะสม ถ้าหากว่าต้องชดเชยมากเกินไป รัฐก็ไม่สามารถจะมีงบประมาณพอจ่ายได้ หรือน้อยเกินไปท่านก็เดือดร้อน ต้องหาทางออกกันให้ได้ หาความพอดีร่วมกันให้ได้ ว่าจะอยู่ตรงไหนกัน

สำหรับการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย คือต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี หลายคนพยายามไม่เข้าใจ คือตัวเองก็ไม่ได้มีรายได้น้อยหรอก แต่ก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป พยายามจะสร้างความแตกแยกในประเทศ แบ่งพวกแบ่งฝ่าย มีทั้งคนรวยคนจน คนปานกลางเหล่านี้ ผมถือว่ารัฐบาลนี้เป็นของทุกคนในประเทศไทย มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ ไม่เว้นเชื้อชาติ ศาสนา เพศ วัย ฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เป็นการบริหารบ้านเมืองเพื่อรักษาคะแนนนิยม ดังนั้นนโยบายนี้มุ่งจะดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อย ทุกกลุ่มตามโครงการ ลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 8.3 ล้านคน แบ่งเป็นเกษตรกร 2.9 ล้านราย และไม่ใช่เกษตรกร 5.4 ล้านราย ร้อยละ 50 เป็นผู้ที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท และร้อยละ 65 เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี จากข้อมูลสถิติเหล่านี้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการกำหนดนโยบายในการให้ความช่วยเหลือระยะยาว ยั่งยืน ต่อไปในอนาคตทำให้เข้มแข็งให้ได้ ในช่วงนี้ก็ลำบากอยู่ ก็จำเป็นต้องดูแลเขา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานั้นรัฐบาลก็ได้มีมาตรการต่างๆ หลายอย่างในการดูแลแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร อย่ามาพันกันระหว่างเกษตรกรกับผู้มีรายได้น้อย ผมได้แยกแยะให้ทราบตั้งแต่ชั้นต้นแล้ว ทั้งมาตรการระยะสั้น เฉพาะหน้า มาตรการระยะยาว มาตรการในการสร้างความยั่งยืน เช่น การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน การปรับปรุงพฤติกรรมการปลูกพืช การส่งเสริมสมาร์ทฟาร์มเมอร์ การชะลอการขายข้าวเหล่านี้เป็นต้น บัดนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลพี่น้องประชาชนกลุ่มอื่นๆบ้าง ที่ก็ยากลำบากเช่นกัน เพราะได้รับผลกระทบจากสภาวะทางเศรษฐกิจภายใน และภายนอกประเทศ ทั้งทางตรง และทางอ้อม แต่บางคนก็อาจจะคิดแคบๆ อาจจะมองว่าใจร้าย ก็อาจจะจงใจสร้างภาพที่ผิดๆ เพื่อที่จะทำลายความสามัคคีในหมู่คนไทยด้วยกัน เราช่วยคนที่มีอาชีพอื่นๆไปด้วย ก็กลายเป็นว่าทำไมไม่ไปช่วยเกษตรกรให้มากขึ้น อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้มีแต่เกษตรกรอย่างเดียว มีผู้ประกอบอาชีพอิสระอีกมากมาย ที่มีรายได้น้อย ฉะนั้นเราถือว่าทั้งหมดนั้นเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และต่างมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน ถ้าเราปล่อยให้ทุกคนมีชีวิตอยู่อย่างปากกัดตีนถีบ หรือชักหน้าไม่ถึงหลังมันก็ไม่อาจจะสร้างความเข้มแข็ง และถ้าหากเราไม่มีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐที่เหมาะสม คนเหล่านี้ก็จะเข้มแข็ง สามารถที่จะเข้าไปอยู่ในระบบคนผู้มีรายได้น้อยสูงขึ้น มีการเข้าไปในระบบภาษีได้อนาคต ผมไม่ได้ที่จะมุ่งหวังให้ทุกคนต้องบังคับให้เสียภาษี เมื่อพร้อมก็อยู่ในกฎเกณฑ์ที่สามารถดำเนินการได้ เราจะต้องมีฐานรากที่มั่นคงแข็งแรง ไม่สั่นคลอน เราถึงจะเข้มแข็งได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มาลงทะเบียนโดยไม่ได้เป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง ขอร้อง อย่าเพิ่มภาระให้กับประเทศชาติ ให้เจ้าหน้าที่ หรือสร้างความขัดแย้งในสังคมต่างๆโดยไม่จำเป็น ขอให้ทุกคนซื่อสัตย์กับตนเองเพราะว่า ท่านเป็นคนที่มาแจ้งด้วยตัวเอง ก็ขอให้ซื่อสัตย์ไว้ด้วย ให้ผู้นำชุมชน หมู่บ้านต่างๆ รับรองไว้ด้วย ดูแลด้วย

การแก้ไขระบบบริหารราชการ การทำความเข้าใจกับประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ทั้ง 3 เรื่อง มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกออกไม่ได้ หากทุกคนเชื่อมั่นในกฎหมาย ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ให้เวลาในการทำงาน เพื่อให้มีการพัฒนาประเทศ เราก็จะหลุดพ้นจากหล่ม หรือกับดักต่างๆ ออกไปได้ ทั้งนี้ในระหว่างการแก้ปัญหาต่างๆ แบบเบ็ดเสร็จยังไม่เกิดขึ้น หรือเริ่มต้น หรืออาจจะยังไม่ส่งผลทั้งระบบ ปัญหานั้นจะยังคงมีอยู่ แต่ก็จะค่อยๆดีวันดีคืน ต้องขอความร่วมมือ ขอให้อดทนเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

สำหรับที่ในกรณีสถานประกอบการ โรงแรม เกสต์เฮาส์ มีการต่อเติม สร้างผิดแบบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ผมเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ทำให้ถูกต้อง เพื่อให้เกิดมาตรฐานได้โดยเร็ว และก็อย่าทำผิดกันอีกต่อไป ขอร้อง

สำหรับปัญหาการเมือง นักการเมืองที่ดีนั้น ผมขอชื่นชม มีมากกว่าที่ไม่ดีอย่างแน่นอน ที่ไม่ดี ก็อาจจะด้วยเจตนา ไม่เจตนา สำหรับผู้ที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองในอนาคต ก็ต้องปรับปรุงตัวเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความโปร่งใส ปราศจากข้อสงสัย ในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ผลประโยชน์ทับซ้อน เราจะต้องมีนักการเมืองที่มือสะอาด ใจบริสุทธิ์ มีความต้องการที่จะเข้ามารับผิดชอบในการแก้ปัญหาบ้านเมืองมากกว่าจะปรารถนาเข้ามาบริหารงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่ครบทุกเป้าหมาย แต่กลับโยนภาระต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเป็นความรับผิดชอบทั้งหมดของรัฐบาลในการบริหารประเทศนั้นให้กับข้าราชการประจำ โดยอาจจะอ้างว่าเป็นงานฟังก์ชั่น งานที่ทุกคนมีหน้าที่อยู่แล้ว มีกฎหมายอยู่แล้ว แต่ผมก็กราบเรียนว่า แม้ว่ามันจะมีความสำคัญมาก อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่น้อยไปกว่างานด้านนโยบายที่รัฐบาลฝ่ายบริหารต้องติดตาม กำกับดูแลในลักษณะธรรมาภิบาล การทำงานของหน่วยงาน ข้าราชการ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในขั้นตอนการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เราต้องควบคุมอย่างทั่วถึง รวมไปถึงการลงโทษข้าราชการทุจริต และการให้ความดีความชอบข้าราชการน้ำดี ไม่ใช่เป็นการบริหารที่อยู่ห่างๆ ปล่อยให้เสรีในการปฏิบัติของหน่วยงานจนเกินไป แล้วก็ผลักให้เป็นหน้าที่ของข้าราชการทำตามแผนงาน หากเราไม่กำกับดูแล ไม่ช่วยแก้ปัญหาอุปสรรคระดับนโยบาย หรือเพียงจะเข้ามาชี้นำในกระบวนต่างๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะฉะนั้นทุกรัฐบาลก็ควรต้องรับผิดชอบในทั้งงานฟังก์ชันและงานนโยบายรัฐบาล เพราะเป็นการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งสองงาน รัฐบาลนี้พยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ทำอย่างนั้น

หากปล่อยปละละเลยให้ข้าราชการทำงานไป เหมือนกับระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติ แยกขาดจากกัน โอกาสผิดพลาดมันก็จะเกิดขึ้น ไม่เป็นไปตามนโยบาย ไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้เสมอ สุดท้ายแล้วเราก็ต้องให้ข้าราชการรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งฝ่ายบริหาร ในเรื่องของการกำกับดูแลที่บกพร่อง ก็ถือว่ามีความผิดอยู่เช่นกัน มากบ้าง น้อยบ้าง ก็ว่ากันไป

ทุกวันนี้ สองปีกว่าที่ผ่านมา รัฐบาลและ คสช.ก็พยายามจะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางในแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม โดยรัฐบาล ข้าราชการ ควรจะอยู่ในจุดใด บทบาทหน้าที่ควรจะเป็นอย่างไร จะดูแลประชาชน พัฒนาประเทศอย่างไรนั้น ทั้งหมดก็คือวงจรในการใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบสุข เดินหน้าไปได้ มีการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในทุกกิจกรรม และมีการรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยปละละเลยจุดใดจุดหนึ่ง เพราะรัฐบาลนั้นเป็นผู้ใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ ทำงานต่างพระเนตรพระกรรณ ด้วยการบริหารราชการ บริหารงบประมาณแผ่นดิน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และในอนาคต ทุกรัฐบาลจำเป็นต้องรักษาพระราชอำนาจให้คงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ และทำเพื่อประชาชน เช่นที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำเสมอมา

สำหรับในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลอยากให้ทุกคนช่วยกันทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าเรานั้นมีหลากหลายอาชีพ หลายระดับรายได้ ทั้งบุคคล และนิติบุคคล ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของสถานประกอบการและเงินทุน หากเป็นประชาชน ก็เป็นการประกอบอาชีพอันสุจริต ด้วยความสมัครใจ บางอย่างอาจจะไม่ต้องใช้ฝีมือมากนัก อาจใช้เพียงประสบการณ์ ความชำนาญ ความคุ้นเคย แต่วันนี้การทำงานในลักษณะนั้นรายได้อาจจะไม่เพียงพอ หากไม่มีการปรับตัว ไม่มีการพัฒนาตนเองไปสู่การมีฝีมือ มีความรู้ เป็นคนรุ่นใหม่ เกษตรกรรุ่นใหม่

ในส่วนของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการขนาดเล็กก็ต้องมีการพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ขีดความสามารถ พัฒนาสินค้า ให้สามารถแข่งขันได้ ธุรกิจขนาดกลางก็จำเป็นต้องพัฒนา ใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องมือ ให้ทันสมัยขึ้น บริหารแหล่งเงินทุน ทั้งจากรัฐบาลสนับสนุน และแหล่งอื่นๆ แต่ส่วนของธุรกิจขนาดใหญ่ ระดับประเทศ ข้ามชาติ ก็ต้องช่วยรัฐบาล ช่วยประชาชน ผ่านกลไกประชารัฐ หรือกลไกที่เป็นความริเริ่มของตนเองในการสร้างความเชื่อมโยงจากภาคประชาชน ธุรกิจภายในประเทศ ภายในห่วงโซ่ของตัวเองด้วย เพื่อจะยกระดับรายได้ เพิ่มมูลค่าให้กับประชาชน

สำหรับสถานประกอบการเอสเอ็มอี จะต้องมีรายได้มากขึ้น มีกำไรมากขึ้น และมีการเสียภาษีที่ถูกต้องให้กับประเทศชาติ เพื่อจะนำไปสู่การมีงบประมาณที่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งในส่วนของรัฐ สวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ อีกทั้งประเทศไทยยังคงต้องการงบประมาณอีกเป็นจำนวนมาก ในการที่จะสร้างความเชื่อมโยงทางกายภาพ อันได้แก่ การคมนาคม ทั้งทางบก เรือ อากาศ นอกจากนั้นแล้ว รัฐบาลยังจำเป็นต้องสร้างเขตเศรษฐกิจระดับ มหภาค เช่น ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ 10 แห่งทั่วประเทศ โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อื่นๆ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาล

ทั้งหมดนี้ต้องการความร่วมมือซึ่งกันและกัน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน สิ่งเหล่านี้ก็จะเกิดเป็นผลสำเร็จในการที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชาชน และสถานประกอบการระดับต่างๆ เศรษฐกิจเราจะเข้มแข็งเติบโต ทั้งจากภายในและภายนอก และจะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอกไม่มากนัก เพราะเรามีภูมิคุ้มกันที่ดี พึ่งพาตนเองได้ เข้มแข็ง

ดังนั้น เราต้องกลับมามองที่ตัวเราเองว่าเราเข้าใจในประเด็นเหล่านี้หรือ ไม่ มากน้อยเพียงพออย่างไร ทั้งประชาชนทั่วไป เกษตรกร อาชีพอิสระ ข้าราชการ พ่อค้า และอื่นๆ ว่าทุกคนนั้น คือ ห่วงโซ่เศรษฐกิจที่สำคัญ ที่จะต้องยึดโยงระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างแยกออกจากกันไม่ได้

เราคงต้องมองการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ครบวงจร และแก้ปัญหาทั้งในเชิงโครงสร้าง เพิ่มการลงทุน ยกระดับตนเองในการพัฒนาความรู้ มีการรองรับความเสี่ยง มีการพัฒนาฝีมือ รวมกลุ่มกันให้ได้ ปัจจุบันนั้นเทคโนโลยีและดิจิตอลมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เราจะปล่อยให้เทคโนโลยีดิจิตอลนำหน้าเราไปมากๆ เกินไปไม่ได้ หากเราใช้ความ รู้สึกเดิมๆ ภูมิปัญญาแบบเดิมๆ ในการดำเนินชีวิตต่อไป เราจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี เราต้องรู้เท่าทัน ต้องมีการพัฒนาตนเอง เราต้องพิจารณาว่า จะก้าวให้ทัน ก้าวไปพร้อมๆ กับสิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง ที่แวดล้อมเราอยู่ มีการพัฒนา มีการเจริญเติบโตเหล่านี้ไปได้อย่างไร

หากรายได้เรายังไม่พอ มีหนี้สิน และยังคงคิดแบบเดิมๆ ไม่เรียนรู้ เราจะอยู่อย่างลำบาก รัฐบาลก็ไม่มีงบประมาณ ที่เราควรจะได้จากความเข้มแข็งของทุกภาคส่วนของประเทศ มาช่วยเหลือ มาจุนเจือ ค้ำจุนระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศได้อีกต่อไป

ผมขอฝากข้อคิดเหล่านี้ด้วย ซึ่งทั้งหมดนั้นอยู่ในศาสตร์พระราชาแล้วทั้งสิ้น ขอให้ทุกคนช่วยตัวเอง และช่วยประเทศชาติไปด้วย รัฐบาลพร้อมที่จะแสวงหาวิธีการ สนับสนุนให้ทุกอย่าง เดินหน้าไปให้ได้ โดยการใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่เกิดประโยชน์ไม่คุ้มค่า ไม่ยั่งยืน เหมือนเช่นที่ผ่านมา

พี่น้องประชาชนครับ สุดท้ายนี้ผมอยากให้ทุกคน และเยาวชน ได้น้อมนำศาสตร์พระราชา โดยเฉพาะในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรมมาปฏิบัติ ขอขอบคุณ กอ.รมน. ที่ได้ร่วมกับเสถียรธรรมสถาน ในการปลูกฝังลูกหลานไทย โดยนำเด็กๆ ทุกชาติ ทุกศาสนา ที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย มาร่วมกันร้องเพลงพระราชาในนิทาน ซึ่งแสดงถึงพระจริยวัตรอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระบรมชนกนาถ และทรงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และปวงชนชาวไทยทุกคน ซึ่งแตกต่างจากการดำรงตนของพระราชา ในเทพนิยายที่เด็กๆ คุ้นเคย พระองค์ทรงนั่งอยู่บนพื้นดินร่วมทุกข์กับประชาชน ทรงตรากตรำพระวรกาย เสด็จฯ ไปทุกหนแห่ง เพื่อดูแลพสกนิกรของพระองค์ เราทุกคนควรช่วยกันปลูกต้นไม้ในใจคน บ่มเพาะสิ่งดีๆ เหล่านี้ลงในจิตใจเด็ก เยาวชนไทยทุกคน เพราะจะเป็นพลังสืบสานพระปณิธานของพระองค์ท่านให้ดำรงอยู่ต่อไปคู่แผ่นดินไทย ตราบนานเท่านาน

อีกตัวอย่างของการทำดีเพื่อพ่อ ได้แก่ โครงการก้าวคนละก้าว ซึ่งนายอาทิวราห์ คงมาลัย หรือ ตูน บอดี้สแลม ในการวิ่งเพื่อระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ มาช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ยังขาดแคลน โดยได้มีการออกวิ่ง จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทางรวม 400 กิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม ก็อาจจะมีการติดขัดการจราจรอยู่บ้าง ก็ถือว่าช่วยกันแล้วกัน เพราะนอกจากจะเป็นการอุทิศแรงกาย แรงใจ ทำงานเพื่อสังคมแล้ว ยังเป็นการออกกำลัง ให้เป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนและประชาชน เป็นความคิดที่สร้างสรรค์ของผู้ที่มีชื่อเสียงอยู่ในสังคม ที่สำคัญ เป็นการทำการกุศลที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุด ใช้แรงกาย แรงใจ แต่ได้รับผลตอบรับมากที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทุกคนด้วย และต่อๆไป ขอบคุณครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขในวันหยุดสุดสัปดาห์ สวัสดีครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...