xs
xsm
sm
md
lg

เกาะกระแส “นาคี 3 - ครุฑา นาคี” กับ 10 ที่เที่ยวทั่วไทย ไปชม “พญาครุฑ - พญานาค”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “นาคี 3 - ครุฑา นาคี” ผสมผสานตำนานระหว่างพญาครุฑกับพญานาค ซึ่งสัตว์ในตำนานเรื่องเล่าทั้งสองนี้ ถือเป็นสัตว์กึ่งเทพที่มีความผูกพันกับสังคมไทยในเรื่องความเชื่อความศรัทธามาช้านาน


“พญาครุฑ” หรือ ครุฑ สัตว์กึ่งเทพในตำนาน ที่ใช้สื่อความหมาย แทนความกตัญญู ความซื่อสัตย์ และ ความดีงาม อีกทั้ง ครุฑ ยังมีความผูกพัน คู่กับบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยมาอย่างช้านาน ใช้เป็น สัญลักษณ์ ตราแผ่นดินของไทย คือตรา พระราชลัญจกรพระครุฑพ่าห์ เทพพาหนะของพระนารายณ์ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจแห่งพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของชาติ

“พญานาค” หรือ นาคราช คือ ราชาแห่งนาค ตามคติความเชื่อในศาสนาพุทธและพราหมณ์-ฮินดู โดยมีลักษณะเด่นเป็นงูใหญ่มีหงอนสีทอง ดวงตาสีแดง และมีเกล็ดคล้ายปลา ถือเป็นสัตว์กึ่งเทพที่มีอิทธิฤทธิ์ สามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ และมีความผูกพันกับวิถีชีวิตรวมถึงวัฒนธรรมของชาวไทยในแถบลุ่มแม่น้ำโขงอย่างลึกซึ้ง ในทางพุทธศาสนาและตำนานโบราณ พญานาคถูกแบ่งออกเป็น 4 ตระกูลใหญ่ ตามสีผิวและบารมี

เมื่อชมภาพยนตร์แล้ว หลายคนคงอยากรู้จัก “พญาครุฑ - พญานาค” มากขึ้น หรือมองหาสถานที่ที่จะได้สัมผัสเรื่องราวของสัตว์ในตำนานได้อย่างใกล้ชิด


ชวนมารู้จัก 10 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วไทย ที่มีความโดดเด่น สำหรับการไปชม “พญาครุฑ - พญานาค”

พิพิธภัณฑ์ครุฑ
พิพิธภัณฑ์ครุฑ, สมุทรปราการ
สถานที่ท่องเที่ยวที่อาจกล่าวได้ว่ามี “ครุฑ” จำนวนมากที่สุดให้ชม ต้องแวะไปที่ “พิพิธภัณฑ์ครุฑ” โดยธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) พิพิธภัณฑ์แห่งเดียวในประเทศไทยและอาเซียน ที่รวบรวมครุฑที่มีเอกลักษณ์เฉพาะองค์จากทุกภาคของไทย เป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมองค์ครุฑพระราชทานกว่า 150 องค์ จากทั่วทุกภาคมาไว้ในสถานที่เดียว โดยแต่ละองค์มีรูปแบบและเอกลักษณ์เฉพาะ สะท้อนศิลปะ ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่น

พิพิธภัณฑ์ครุฑ
ภายในพิพิธภัณฑ์ พื้นที่จัดแสดงถูกออกแบบให้ทันสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านสื่อแอนิเมชันและมัลติมีเดีย ทำให้การเรียนรู้เรื่องตำนานและสัญลักษณ์ไทยอย่างครุฑเป็นเรื่องสนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงได้ทุกวัย

พิพิธภัณฑ์ครุฑ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
เข้าชมฟรี เปิดวันศุกร์–เสาร์ วันละ 3 รอบ เวลา 10:00 น. / 13:00 น. / 15:00 น. มีบริการผู้นำชม

วัดครุฑ, บางกอกน้อย กทม.
วัดครุฑ, บางกอกน้อย กทม.
แม้ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสร้างไว้ตั้งแต่เมื่อใด แต่วัดครุฑก็ปรากฏชื่ออยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ ในจดหมายเหตุแห่งราชทูตพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่นำพระราชสาส์น มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีพระอยุธยา มีการระบุถึงวัดต่างๆในเขตกรุงธนบุรี รวมถึงวัดครุฑ

ญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธา มองว่าวัดน่าจะมีพญาครุฑ เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อวัด จึงได้นำองค์ครุฑมาถวายเพื่อให้เป็นที่สักการะตามความเชื่อ โดยพญาครุฑองค์แรกเป็นงานปูนปั้นทาสีทองแล้วย้อมสีให้คล้ายโลหะ มีความงดงามเข้มขลัง ตั้งอยู่บริเวณหน้าพระอุโบสถ


นอกจากนี้ยังมีรูปปั้นพญาครุฑองค์ใหม่ สูงกว่า 5 เมตร ตระหง่านอยู่บริเวณท่าน้ำริมคลองมอญ ถัดจากพระอุโบสถไปราว 50 เมตร ซึ่งมีการปรับภูมิทัศน์สวยงาม ร่มรื่นไปด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ มองเห็นทิวทัศน์ของบ้านเรือนริมคลองมอญ โดยพุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธา หวังให้เป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวแวะไปชื่นชมความงดงาม หรือไปสักการะได้ทุกวัน



พญาเพชรคีรี มหามุนี ศรีสุทโธนาคราช, เพชรบุรี
พญาเพชรคีรี มหามุนี ศรีสุทโธนาคราช, เพชรบุรี
ประติมากรรมพญานาคที่ว่ากันว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ “พ่อปู่พญาเพชรคีรี มหามุนี ศรีสุทโธนาคราช” วัดถ้ำแจง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นองค์พญานาคแห่งแรกของเพชรบุรี มีขนาดความสูงราว 31 เมตร ลำตัวเส้นผ่าศูนย์กลางกว้าง 2 เมตร ความยาวลำตัวรูปยันต์อุนาโลม มีช่องลอด 9 ช่อง ยาว 227 เมตร มีลักษณะสีนิลปาล หรือสีเขียวปีกแมลงทับมีมิติ เพราะเป็นงานที่ละเอียดอ่อนในรูปแบบโครงสร้าง ลวดลายที่ละเอียดอ่อนงดงาม

พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช,มุกดาหาร
พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช,มุกดาหาร
หนึ่งในพญานาคที่งามวิจิตร ตั้งอยู่บนภูเขาอันเป็นที่ตั้งของ “วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์” ซึ่งมองเห็นทัศนียภาพของริมฝั่งโขงได้สุดสายตา นั่นคือ “พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช” ซึ่งการสร้างนั้นเป็นดำริของพระมหามงคล มังคลคุโณ รองเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน เพื่อให้พญานาคปกปักรักษาองค์พระเจ้าใหญ่แก้วมุกดาศรีไตรรัตน์ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ซึ่งประดิษฐานอยู่บนยอดเขาภูมโนรมย์ และสร้างเนื่องในวาระเฉลิมฉลองการก่อตั้งวัดครบ 100 ปี และครบรอบ 36 ปีจังหวัดมุกดาหาร

พญานาคพญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช เป็นรูปปั้นพญานาคเศียรเดียวองค์ใหญ่ ขนาดลำตัวยาว 122 เมตร สูงประมาณ 20 เมตรลำตัวเลื้อยขดไปมาดูราวกับมีชีวิต เกล็ดสีน้ำเงินเข้มอมเขียวเป็นประกายเมื่อต้องแสงแดดงดงาม ชูคอหันไปทางแม่น้ำโขงเบื้องล่าง โดยมีมุมถ่ายภาพยอดนิยม คือ การถ่ายลอดลำตัวพญานาค ให้องค์พระใหญ่อยู่ตรงกลาง ถือเป็นหนึ่งในความสวยงามไม่ควรพลาดแวะมาชม

พญาศรีสัตตนาคราช, นครพนม
พญาศรีสัตตนาคราช, นครพนม
“พญาศรีสัตตนาคราช” บริเวณริมฝั่งโขง ในตัวเมืองนครพนม เชื่อกันว่าเป็นพญานาคผู้สั่งสมบารมีแก่กล้ามีอิทธิฤทธิ์ล้ำเลิศ และเป็นผู้ให้กำเนิดแม่น้ำ “อุรงคนที” หรือ “แม่น้ำโขง” ในปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ทางจังหวัดนครพนมจึงได้ดำเนินการสร้างประติมากรรมพญาศรีสัตตนาคราชขึ้น พร้อมลานพญาศรีสัตตนาคราช เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว สถานที่พักผ่อนหยอนใจ และเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดนครพนม

สร้างขึ้นด้วยแนวคิดว่า พญานาคกำลังโผล่ขึ้นมาจากแม่น้ำโขง มีปลายหางอยู่กลางสระน้ำ พร้อมน้ำพุรอบ 8 ทิศ เพื่อให้เห็นว่าพญานาคกำลังเลื้อยขึ้นมาจากแม่น้ำโขงเพื่อมาอยู่ที่ดินแดนแห่งความสุขแห่งนี้ โดยมีซุ้มลำตัวพญานาคเป็นลายโปร่งแสง แสดงการลอกคราบ สื่อถึงการละทิ้งหลุดสิ้นจากกิเลส ส่วนหัวมุดลงไปใต้ฐานแท่นประทับ แล้วโผล่เศียรขึ้นมาเป็นองค์พญาศรีสัตตนาคราช มีขนดลำตัว 3 ชั้น มี 7 เศียร ชูคอสง่างาม พ่นน้ำ และเศียรทะยานไปข้างหน้า สื่อความว่า เพื่อพัฒนานครพนมให้เจริญรุ่งเรืองและคงอยู่กับดินแดนแห่งนี้ตลอดไป

พญานาคฉัพยาปุตตะ, อุบลราชธานี
พญานาคฉัพยาปุตตะ, อุบลราชธานี
ภายในวัดพระธาตุหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี บริเวณด้านหน้าพระบรมธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ มีพญานาคราชองค์ใหญ่ 2 องค์ ที่สูงถึง 15 เมตร ยาว 58.85 เมตร งดงามวิจิตรปั้นไว้อย่างอ่อนช้อยราวกับท่วงท่าที่กำลังเคลื่อนไหว สร้างมาจากนิมิตของเจ้าอาวาสวัดพระธาตุหนองบัว เป็นพญานาคราชนามว่า “ท่านปู่กริชกรกต” กับ “ท่านย่ามณีเกตุ” ประดิษฐานไว้เคียงคู่กัน

โดยเป็นพญานาคสีรุ้ง หรือพญานาคฉัพยาปุตตะ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของพญานาคทั้งหมด 4 ตระกูล จึงมีผิวกายหรือเกล็ดหลากสีสันเป็นสีรุ้งสวยงามมาก ตามตำนานว่าอาศัยอยู่ในนครบาดาลหรือป่าลึก

พญาศรีสุวรรณหงส์ สัตตนาคราช, หนองคาย
พญาศรีสุวรรณหงส์ สัตตนาคราช, หนองคาย
เที่ยวเมืองประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำโขงอย่าง “อำเภอศรีเชียงใหม่” ในจังหวัดหนองคาย ต้องไม่พลาดเช็กอินกับแลนด์มาร์กสุดวิจิตรริมแม่น้ำ นั่นคือ องค์พญานาค 7 เศียรสีทองอร่ามเรืองหันหน้าเข้าหาแม่น้ำโขง ที่มีชื่อว่า “พญาศรีสุวรรณหงส์สัตตนาคราช”

พญานาคสีทองงดงามตั้งอยู่ที่ “ลานวัฒนธรรมเบิ่งเวียง” ลานกว้างริมน้ำซึ่งเป็นจุดที่ชมทิวทัศน์ของเมืองเวียงจันทน์ สปป.ลาว ได้ในยามค่ำคืน เป็นลานในการทำกิจกรรมรำบวงสรวงพญานาคของทุกปี รวมถึงกิจกรรมงานออกพรรษาและบั้งไฟพญานาค

พญาภุชงค์นาคราชกับพญานาคินีเทวีศรีปางตาล, สงขลา
พญาภุชงค์นาคราชกับพญานาคินีเทวีศรีปางตาล, สงขลา
ความเชื่อเรื่องพญานาคในประเทศไทย เรามักนึกถึงพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ทางภาคใต้ก็มีการนับถือและบูชาพญานาคในหลายพื้นที่เช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับแม่น้ำและแหล่งน้ำ โดยมีการอ้างอิงจากประวัติหลวงปู่ทวด อริยสงฆ์ดังแห่งภาคใต้ที่มีประวัติ เกี่ยวข้องกับพญางูจงอางมีกายสีเทา มาคายแก้วให้ เรียกว่างูเจ้าที่ ทวดงู หรือพญางู

สำหรับที่จังหวัดสงขลา หนึ่งในประติมากรรมพญานาคที่กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ “วัดโคกเปี้ยว” ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง นามว่า “พญาภุชงค์นาคราชเจ้าวิสุทธิเทวา” (ปู่ภุชงค์) กับ “พญานาคินีเทวีศรีปางตาล” (แม่ย่าทองคำ)

โดยแรงบันดาลใจที่วัดโคกเปี้ยวเลือกสร้างพ่อปู่ภุชงค์และแม่ย่าทองคำ เพื่อให้สอดคล้องกับประวัติความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับพญานาคที่ดูแลปกปักรักษาทะเลอ่าวไทยและลุ่มน้ำในทะเลสาบสงขลา เฉกเช่นเดียวกับพญานาคที่สร้างที่สวนสองทะเล ปลายแหลมสนอ่อน เขตเทศบาลนครสงขลา ซึ่งเป็นพญานาคชนิดเดียวกัน

ถ้ำพญานาค วัดมณีวงศ์, นครนายก
ถ้ำพญานาค วัดมณีวงศ์, นครนายก
ถ้ำพญานาค หรือ “วังรัตนมณีมหานครบาดาลนาคราช” ภายในวัดมณีวงศ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการตา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถ้ำพญานาคเมืองบาดาลจำลองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ถือเป็นไฮไลต์ที่ผู้มาเยือนไม่ควรพลาดชม

ภายในอาคารถ้ำพญานาคตลอดสองข้างทางประกอบไปด้วยเรื่องเล่า และรูปปฏิมากรรมของพญานาคทั้ง 4 ตระกูล ได้แก่ ตระกูลวิรูปักข์ (สีทอง) ตระกูลเอราปถะ (สีเขียว) ตระกูลฉัพพยาปุตะ (สีรุ้ง) และตระกูลกันหาโคตะมะ (สีดำ) รวมๆแล้วกว่าพันตัว ผสมกลมกลืนไปกับปฏิมากรรมพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ ที่ประดับตกแต่งด้วยแสงสีน่าตื่นตาตื่นใจ

อุทยานแห่งชาติภูลังกา, บึงกาฬ - นครพนม
อุทยานแห่งชาติภูลังกา, บึงกาฬ - นครพนม
นอกจากรูปปั้นพญานาคที่สร้างโดยมนุษย์แล้ว หนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับพญานาค ต้องยกให้“ถ้ำนาคา”หรือ “ถ้ำพญานาค” ประติมากรรมที่ธรรมชาติสร้างไว้นับล้านปี ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ

แหล่งท่องเที่ยวอันโด่งดังแห่งนี้ กลายเป็นจุดหมายของทั้งคนรักธรรมชาติ ความงามของธรณีวิทยา รวมทั้งสายมู สายศรัทธา ความเชื่อเรื่องพญานาค เนื่องจากมีของหินและผนังถ้ำดูคล้ายพญานาค ที่มีรูปทรงคล้ายพญานาคหรืองูขนาดใหญ่นอนขดตัว โดยมีส่วนสำคัญ ๆ ทั้งส่วนหัว ลำตัว และเกล็ดพญานาค (ตามจินตนาการและความเชื่อของชาวบ้าน)

โดยมีตำนานความเชื่อว่า เกิดจากการล่มเมืองของพญานาคซึ่งเกิดจากความรักที่ไม่สมหวังระหว่างพญานาคกับมนุษย์ทำให้เมืองที่เจริญรุ่งเรืองล่มสลายบริเวณแห่งนี้เดิมเป็นที่ตั้งเมืองชื่อรัตพานคร

ภาพ: อุทยานแห่งชาติภูลังกา
โดยจุดเช็กอินต่างๆสร้างความตื่นเต้นให้ผู้มาเยือน ไม่ว่าจะเป็น “หินหัวงู” หรือ “หินหัวพญานาค” หรือ “หินหัวนาคา” เส้นทางที่จะได้สัมผัสกับลวดลายบนพื้นผิวหินที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดงูขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า “ซันแครก” (Sun Crack) กระบวนการกัดกร่อนของหินตามธรรมชาติ ทำให้เกิดร่องรอยแตกเป็นลวดลายสวยงาม

ล่าสุดเมื่อกลางปี 2569 ที่ผ่านมา อุทยานแห่งชาติภูลังกา ยังเผยภาพของหลุมหินธรรมชาติบนลานหินภูลังกาที่ถูกน้ำขังจนมองดูคล้ายดวงตา พร้อมให้ข้อมูลว่า บนลานหินของภูลังกา มีหลุมหินที่เกิดจากธรรมชาติอยู่บริเวณถ้ำนาคา เมื่อถึงฤดูฝนทำให้มีน้ำขังในหลุม จึงเกิดลักษณะคล้ายกับดวงตา นักท่องเที่ยวที่พบเห็นนิยมให้ชื่อว่า “ดวงตาพญานาคา” สร้างความตื่นตาตื่นใจ จนกลายเป็นไวรัลดังออกไปในระดับนานาชาติ