รายงานพิเศษจากเกเลฟู ประเทศภูฏาน | เรื่อง : รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์

เที่ยงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ริมแม่น้ำเมาชู (Mau Chhu) เมืองเกเลฟู ทางตอนใต้ของภูฏาน สถูปจังชุบ (Jangchub Chortens) ทั้ง 108 องค์ ได้รับการยกตั้งขึ้นสำเร็จภายในวันเดียว ภาพสถูปสีขาวยอดทองสูงราว 15 เมตร เรียงรายไปตามแนวแม่น้ำยาวกว่า 11 กิโลเมตร เป็นภาพที่ผู้คนซึ่งเดินทางมาจากทั่วประเทศเฝ้ารอ
ฉันเดินทางมาภูฏานมากกว่า 40 ครั้งตลอดสิบกว่าปี แต่การได้อยู่ที่เกเลฟูในครั้งนี้ทำให้มองประเทศที่คุ้นเคยในอีกมุมหนึ่ง เพราะเบื้องหลังสถูปที่ตั้งตระหง่าน ไม่ได้มีเพียงงานก่อสร้าง หากมีเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ช่าง อาสาสมัคร และประชาชนที่เชื่อในอนาคตเดียวกัน
ก่อนฟ้าสาง — เสียงสวดและมือของคนทำงาน

เวลาประมาณตี 2 เสียงสวดมนต์ของสมเด็จพระสังฆราชแห่งภูฏาน หรือ Je Khenpo และคณะสงฆ์เริ่มขึ้นท่ามกลางความมืด บางคนเดินทางข้ามคืนเพื่อมาร่วมพิธี ขณะที่ช่างและอาสาสมัครเตรียมงานตามจุดต่าง ๆ ริมแม่น้ำ
ราวตี 3 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พร้อมสมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมายังพื้นที่พิธี เสียงแตรยาวทิเบต Dungchen ดังก้อง ก่อนการยกตั้งสถูปจะดำเนินไปพร้อมกันตลอดแนวพื้นที่

งานครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ในเช้าวันเดียว ฐานรากและชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้รับการเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่การนำทุกส่วนขึ้นตั้งให้สำเร็จพร้อมกันถึง 108 องค์ ก็ยังเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ
ภาพพระมหากษัตริย์บนจักรยาน
หนึ่งในภาพที่ฉันจดจำได้ชัดที่สุด ไม่ใช่ภาพพิธีการใหญ่โต แต่เป็นภาพพระราชาธิบดีจิกมีทรงจักรยานไปทอดพระเนตรความคืบหน้าของงาน ท่ามกลางช่างและอาสาสมัครที่ยังทำหน้าที่ของตนเองอยู่

ภาพเรียบง่ายนี้ทำให้เข้าใจว่าทำไมชาวภูฏานจำนวนมากจึงรู้สึกผูกพันกับโครงการ Gelephu Mindfulness City ซึ่งเป็นพระราชดำริที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตใหม่ให้ประเทศ โดยยังรักษาคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรมไว้
ภาพหนึ่งที่ฉันยังจำได้ดี คือคุณยายที่นั่งอยู่ด้านหน้า ใต้ร่มที่ช่วยบังแดดร้อนระอุ มือของคุณยายค่อย ๆ นับลูกประคำทีละเม็ด พร้อมเปล่งเสียงสวดมนต์ “โอม มณี ปัทเม หุม” เมื่อมองไปรอบ ๆ ไม่ใช่เพียงคุณยายคนนี้เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วทั้งบริเวณงาน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนหนุ่มสาว และผู้สูงวัย ต่างร่วมเปล่งเสียงมนตราบทเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง

เสียงสวดมนต์ดังต่อเนื่องท่ามกลางแสงแดด ขณะที่สถูปสีขาวยอดทองทั้ง 108 องค์ค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปร่างจนสมบูรณ์ ฉันมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ด้านหนึ่งคือผู้คนที่ลงแรงสร้างสถูป อีกด้านหนึ่งคือผู้คนที่ร่วมกันสวดภาวนา ทุกคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เดียวกันด้วยวิธีของตัวเอง
เมื่อฟ้าสว่าง แสงแดดค่อย ๆ เผยให้เห็นยอดสถูปสีทองและผู้คนบนโครงสร้างสูง ราว 9 โมงเช้า ผู้คนมารวมตัวกันเต็มพื้นที่ บางคนนั่งใต้ร่มบังแดด บางคนถือสายลูกประคำ ทุกสายตาเฝ้ามองสถูปที่ค่อย ๆ ประกอบขึ้นทีละส่วน
แขกจากประเทศไทยในวันสำคัญ

เช้าวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย พร้อมภริยาและคณะผู้แทน เดินทางถึงเกเลฟู โดยมีดาโช เชริง ท็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานให้การต้อนรับ การเยือนระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569 ทำให้ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญของภูฏาน ก่อนที่คณะไทยจะเข้าเฝ้าฯ พระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี และเดินทางกลับในวันเดียวกัน
ในฐานะคนไทยที่เดินทางมาภูฏานอยู่เสมอ ฉันรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสองประเทศปรากฏอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม
เรารักพระราชา เพราะพระราชาทรงรักประชาชน

ตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา ฉันเห็นเพื่อนชาวภูฏานหลายคนใช้วันว่างเดินทางไกลมาช่วยงานอาสาสมัครที่เกเลฟู จึงเคยถาม Tshering Phuntsho เพื่อนชาวภูฏานคนหนึ่งว่า ทำไมจึงยอมสละทั้งเวลาและแรงกายให้เมืองที่ยังสร้างไม่เสร็จ
เขาตอบว่า เพราะเชื่อในพระราชวิสัยทัศน์ของพระราชาธิบดีจิกมี เมืองใหม่นี้หมายถึงงานและโอกาสสำหรับลูกหลาน แล้วเขาพูดประโยคสั้น ๆ ที่ฉันจำได้ไม่ลืมว่า “เรารักพระราชา เพราะพระราชาทรงรักประชาชน”

ระหว่างเดินอยู่ในงาน ฉันได้พบชายคนหนึ่งสวมชุดสีส้ม กำลังแจกบัตเตอร์ที (Butter Tea) หรือชาใส่เนยให้ผู้มาร่วมงาน เราคุยกันเพียงไม่นาน เขาบอกว่าเป็นหนึ่งในอาสาสมัครหลายหมื่นคนที่มาช่วย เพราะนี่เป็นโครงการของคิงจิกมี “อะไรที่ผมทำเพื่อคิงได้ ผมก็อยากทำ” เขาพูดเรียบง่าย ก่อนหันกลับไปส่งถ้วยชาให้คนถัดไป
ฉันชอบภาพนั้น บางคนช่วยยกชิ้นส่วนสถูป บางคนปลูกต้นไม้ บางคนแจกชา ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ และเมื่อมองย้อนกลับไป คำพูดของ Tshering Phuntsho ก็ยิ่งมีความหมายขึ้น
เมื่อได้เห็นอาสาสมัครทำงานด้วยตาตัวเองในวันนั้น ฉันจึงเข้าใจคำตอบของเขาชัดขึ้น
เกเลฟู เมืองแห่งความหวังของชาวภูฏาน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวชาวภูฏานส่วนหนึ่งเดินทางไปเรียนและทำงานต่างประเทศเพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า พระราชดำริเรื่องเกเลฟูจึงไม่ใช่แค่การสร้างถนน อาคาร หรือพื้นที่ลงทุน
แต่เป็นความพยายามสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยยังรักษาความผูกพันกับวัฒนธรรมและคุณค่าทางจิตใจของภูฏานเอาไว้
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ฉันก็เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมผู้คนจึงยอมเดินทางไกลมาช่วยงานอาสาสมัคร พวกเขาไม่ได้มาช่วยสร้างสถูปเพียงวันเดียว แต่กำลังร่วมกันเริ่มต้นเมืองที่หวังว่าจะเป็นอนาคตของลูกหลาน
เที่ยงวัน — ความสำเร็จที่ทุกคนเฝ้ารอ

สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับภูฏาน เกเลฟูอาจเป็นเพียงชื่อเมืองทางตอนใต้ แต่สำหรับชาวภูฏานจำนวนมาก เมืองใหม่ Gelephu Mindfulness City คือความหวังว่าจะมีงาน มีโอกาส และมีอนาคตให้ลูกหลานอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง
เมื่อมีการประกาศว่าสถูปทั้ง 108 องค์ได้รับการยกตั้งสำเร็จในเวลาเที่ยงวัน ความปลื้มปีติของผู้ร่วมงานก็ปรากฏชัด ภาพตรงหน้าเป็นมากกว่าผลงานของทีมก่อสร้าง เพราะแต่ละองค์มีส่วนร่วมของผู้คนมากมายอยู่เบื้องหลัง

ความสำเร็จครั้งนี้ยังได้รับการประกาศเป็นสถิติ Guinness World Records เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ในประเภทการประกอบพิธีพุทธาภิเษกสถูปจำนวนมากที่สุดภายในวันเดียว โดยมีสถูป 108 องค์เป็นหัวใจของเหตุการณ์
ดร.โลเท เชริง ผู้ว่าการ Gelephu Mindfulness City เป็นผู้รับประกาศนียบัตรรับรองสถิติ สำหรับคนภายนอก นี่อาจเป็นความสำเร็จระดับโลก แต่สำหรับฉัน สิ่งที่น่าจดจำไม่แพ้สถิติคือภาพผู้คนที่ช่วยกันทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง
มีรายงานสรุปพระราชดำรัสว่า แม้พระราชาธิบดีจิกมีเองก็เคยทรงกังวลว่าภารกิจใหญ่เช่นนี้จะสำเร็จได้ภายในวันเดียวหรือไม่ และเมื่อสำเร็จ พระองค์ทรงขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วม
จากพระราชบิดา สู่พระราชโอรส และอนาคตของภูฏาน

อีกภาพที่ทำให้ฉันหยุดมอง คือช่วงเวลาอบอุ่นระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก รัชกาลที่ 4 กับพระราชโอรส พระราชาธิบดีรัชกาลที่ 5 เมื่อพระราชบิดาทรงจุมพิตพระปรางพระราชโอรส ภาพนั้นทำให้เรื่องราวการส่งต่อพระราชภารกิจดูใกล้ตัวขึ้นอย่างมาก
รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ส่วนรัชกาลที่ 5 กำลังทรงผลักดัน Gelephu Mindfulness City ให้เป็นอีกก้าวของประเทศ
ตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา พระราชาธิบดีจิกมีและสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา พร้อมพระราชโอรส ได้เสด็จมาร่วมกิจกรรมอาสาสมัครพัฒนาเมืองกับประชาชน มีภาพพระราชวงศ์ทรงช่วยยกต้นไม้และขนย้ายสิ่งของอย่างเรียบง่าย การได้เห็นเจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก พระราชโอรสองค์โต อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ชวนให้คิดถึงการเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อผู้คนและแผ่นดินตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
จากพระราชบิดาสู่พระราชโอรส และจากคนรุ่นนี้สู่คนรุ่นต่อไป สิ่งที่กำลังส่งต่อกันจึงไม่ได้มีเพียงพระราชภารกิจ แต่ยังมีความหวังต่ออนาคตของภูฏาน
จากพิธีช่วงเย็นสู่แสงโดรนบนท้องฟ้า

ช่วงเย็นวันที่ 1 พฤศจิกายน มีพิธี Tashi Drup โดย Je Khenpo เป็นผู้นำฝ่ายสงฆ์ พร้อมการร่วมพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อแสงแดดอ่อนลง สถูปสีขาวริมแม่น้ำก็เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ ผู้คนยังเดินสวดมนต์และภาวนาต่อเนื่อง
ค่ำคืนนั้น ฝูงโดรนเปล่งแสงเป็นภาพพระพุทธเจ้า ก่อนเปลี่ยนเป็นมนตรา สถูป มงกุฎ และสัญลักษณ์ของภูฏาน ราวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดวันถูกเล่าอีกครั้งบนท้องฟ้า
วันที่ 2 พฤศจิกายน — งานเฉลิมฉลองยังไม่สิ้นสุด

แม้สถูปทั้ง 108 องค์จะยกตั้งสำเร็จในวันแรก แต่พิธีทางศาสนายังคงดำเนินต่อ วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นช่วงสำคัญของพิธี Tashi Rabney Sungchoe การสวดอธิษฐานและประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถูป โดยมี Je Khenpo และคณะสงฆ์เป็นกำลังสำคัญ
งานครั้งนี้ยังเป็นที่รวมของพระอาจารย์และผู้นำทางจิตวิญญาณจากหลายนิกายและหลายประเทศ รวมถึงสมเด็จพระกรรมาปะองค์ที่ 17 โอเกน ทรินเล ดอร์เจ (Ogyen Trinley Dorje) สักยะ กงมา ทริเชน รินโปเช (Sakya Gongma Trichen Rinpoche) กาเดน ทริปะ (Ganden Tripa) และลิง รินโปเช (Ling Rinpoche)
การมารวมตัวกันเช่นนี้ทำให้เกเลฟูเป็นจุดหมายของผู้ศรัทธาที่เดินทางมาจากไกลกว่าพรมแดนภูฏาน
ในบรรดาบุคคลมีชื่อเสียงที่เกี่ยวข้องกับงานครั้งนี้ ยังมีเจ็ต ลี (Jet Li) นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังชาวจีน ผู้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
เบื้องหลังสถูป — ผู้บริจาคและอาสาสมัคร

นอกจากแรงกายของผู้ปฏิบัติงาน โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งนักธุรกิจชาวภูฏาน ผู้พำนักในต่างประเทศ พระเถระ และลามะผู้ใหญ่ การสร้างสถูปจำนวนมากเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งทุนทรัพย์ การจัดการ และการร่วมมือของผู้คนจำนวนมาก
108 สถูปในวันเดียว แต่ความหวังไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว
สิ่งที่ฉันนำกลับจากเกเลฟู ไม่ใช่เพียงภาพสถูปสีขาวเรียงรายริมแม่น้ำ แต่เป็นภาพพระมหากษัตริย์บนจักรยาน ชายชุดสีส้มที่ส่งถ้วยชาให้ผู้คน คุณยายใต้ร่มที่ค่อย ๆ นับลูกประคำ และเสียง “โอม มณี ปัทเม หุม” ที่ผู้คนเปล่งพร้อมกันขณะสถูปค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง
ตลอดสิบกว่าปีที่ฉันเดินทางมาภูฏาน ได้เห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ก่อนมาเกเลฟู ฉันรู้ว่าที่นี่กำลังจะเป็นเมืองใหม่ แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง จึงเข้าใจว่า สำหรับชาวภูฏาน เกเลฟูไม่ใช่เพียงเมืองที่กำลังก่อสร้าง หากเป็นเมืองที่พวกเขากำลังฝากอนาคตของลูกหลานเอาไว้ สถูปทั้ง 108 องค์ยกตั้งสำเร็จในวันเดียว แต่ความหวังที่ทำให้ผู้คนมารวมตัวกันในวันนั้น ก่อตัวขึ้นมานานกว่านั้นมาก
##########################

รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว Bhutan Only by Be Compass Travel เดินทางเยือนภูฏานมากกว่า 40 ครั้งในเวลากว่า 10 ปี
##########
แหล่งข้อมูลและภาพประกอบ
1. Facebook Page: His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck
2. The Bhutanese — Bhutanese News Publication
3. Facebook Page: 108 Stupas — Gelephu Mindfulness City, Bhutan
เว็บไซต์โครงการ 108 Stupas: https://108stupas.bt/
เที่ยงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ริมแม่น้ำเมาชู (Mau Chhu) เมืองเกเลฟู ทางตอนใต้ของภูฏาน สถูปจังชุบ (Jangchub Chortens) ทั้ง 108 องค์ ได้รับการยกตั้งขึ้นสำเร็จภายในวันเดียว ภาพสถูปสีขาวยอดทองสูงราว 15 เมตร เรียงรายไปตามแนวแม่น้ำยาวกว่า 11 กิโลเมตร เป็นภาพที่ผู้คนซึ่งเดินทางมาจากทั่วประเทศเฝ้ารอ
ฉันเดินทางมาภูฏานมากกว่า 40 ครั้งตลอดสิบกว่าปี แต่การได้อยู่ที่เกเลฟูในครั้งนี้ทำให้มองประเทศที่คุ้นเคยในอีกมุมหนึ่ง เพราะเบื้องหลังสถูปที่ตั้งตระหง่าน ไม่ได้มีเพียงงานก่อสร้าง หากมีเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ ช่าง อาสาสมัคร และประชาชนที่เชื่อในอนาคตเดียวกัน
ก่อนฟ้าสาง — เสียงสวดและมือของคนทำงาน
เวลาประมาณตี 2 เสียงสวดมนต์ของสมเด็จพระสังฆราชแห่งภูฏาน หรือ Je Khenpo และคณะสงฆ์เริ่มขึ้นท่ามกลางความมืด บางคนเดินทางข้ามคืนเพื่อมาร่วมพิธี ขณะที่ช่างและอาสาสมัครเตรียมงานตามจุดต่าง ๆ ริมแม่น้ำ
ราวตี 3 สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พร้อมสมเด็จพระราชินีและพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จมายังพื้นที่พิธี เสียงแตรยาวทิเบต Dungchen ดังก้อง ก่อนการยกตั้งสถูปจะดำเนินไปพร้อมกันตลอดแนวพื้นที่
งานครั้งนี้ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ในเช้าวันเดียว ฐานรากและชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้รับการเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว แต่การนำทุกส่วนขึ้นตั้งให้สำเร็จพร้อมกันถึง 108 องค์ ก็ยังเป็นภารกิจที่ต้องอาศัยผู้คนจำนวนมากทำงานประสานกันอย่างแม่นยำ
ภาพพระมหากษัตริย์บนจักรยาน
หนึ่งในภาพที่ฉันจดจำได้ชัดที่สุด ไม่ใช่ภาพพิธีการใหญ่โต แต่เป็นภาพพระราชาธิบดีจิกมีทรงจักรยานไปทอดพระเนตรความคืบหน้าของงาน ท่ามกลางช่างและอาสาสมัครที่ยังทำหน้าที่ของตนเองอยู่
ภาพเรียบง่ายนี้ทำให้เข้าใจว่าทำไมชาวภูฏานจำนวนมากจึงรู้สึกผูกพันกับโครงการ Gelephu Mindfulness City ซึ่งเป็นพระราชดำริที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและอนาคตใหม่ให้ประเทศ โดยยังรักษาคุณค่าทางจิตใจและวัฒนธรรมไว้
ภาพหนึ่งที่ฉันยังจำได้ดี คือคุณยายที่นั่งอยู่ด้านหน้า ใต้ร่มที่ช่วยบังแดดร้อนระอุ มือของคุณยายค่อย ๆ นับลูกประคำทีละเม็ด พร้อมเปล่งเสียงสวดมนต์ “โอม มณี ปัทเม หุม” เมื่อมองไปรอบ ๆ ไม่ใช่เพียงคุณยายคนนี้เท่านั้น แต่ผู้คนทั่วทั้งบริเวณงาน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง คนหนุ่มสาว และผู้สูงวัย ต่างร่วมเปล่งเสียงมนตราบทเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
เสียงสวดมนต์ดังต่อเนื่องท่ามกลางแสงแดด ขณะที่สถูปสีขาวยอดทองทั้ง 108 องค์ค่อย ๆ ปรากฏเป็นรูปร่างจนสมบูรณ์ ฉันมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ด้านหนึ่งคือผู้คนที่ลงแรงสร้างสถูป อีกด้านหนึ่งคือผู้คนที่ร่วมกันสวดภาวนา ทุกคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เดียวกันด้วยวิธีของตัวเอง
เมื่อฟ้าสว่าง แสงแดดค่อย ๆ เผยให้เห็นยอดสถูปสีทองและผู้คนบนโครงสร้างสูง ราว 9 โมงเช้า ผู้คนมารวมตัวกันเต็มพื้นที่ บางคนนั่งใต้ร่มบังแดด บางคนถือสายลูกประคำ ทุกสายตาเฝ้ามองสถูปที่ค่อย ๆ ประกอบขึ้นทีละส่วน
แขกจากประเทศไทยในวันสำคัญ
เช้าวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย พร้อมภริยาและคณะผู้แทน เดินทางถึงเกเลฟู โดยมีดาโช เชริง ท็อบเกย์ นายกรัฐมนตรีภูฏานให้การต้อนรับ การเยือนระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม–1 พฤศจิกายน 2569 ทำให้ประเทศไทยได้มีส่วนร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์สำคัญของภูฏาน ก่อนที่คณะไทยจะเข้าเฝ้าฯ พระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินี และเดินทางกลับในวันเดียวกัน
ในฐานะคนไทยที่เดินทางมาภูฏานอยู่เสมอ ฉันรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของสองประเทศปรากฏอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม
เรารักพระราชา เพราะพระราชาทรงรักประชาชน
ตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา ฉันเห็นเพื่อนชาวภูฏานหลายคนใช้วันว่างเดินทางไกลมาช่วยงานอาสาสมัครที่เกเลฟู จึงเคยถาม Tshering Phuntsho เพื่อนชาวภูฏานคนหนึ่งว่า ทำไมจึงยอมสละทั้งเวลาและแรงกายให้เมืองที่ยังสร้างไม่เสร็จ
เขาตอบว่า เพราะเชื่อในพระราชวิสัยทัศน์ของพระราชาธิบดีจิกมี เมืองใหม่นี้หมายถึงงานและโอกาสสำหรับลูกหลาน แล้วเขาพูดประโยคสั้น ๆ ที่ฉันจำได้ไม่ลืมว่า “เรารักพระราชา เพราะพระราชาทรงรักประชาชน”
ระหว่างเดินอยู่ในงาน ฉันได้พบชายคนหนึ่งสวมชุดสีส้ม กำลังแจกบัตเตอร์ที (Butter Tea) หรือชาใส่เนยให้ผู้มาร่วมงาน เราคุยกันเพียงไม่นาน เขาบอกว่าเป็นหนึ่งในอาสาสมัครหลายหมื่นคนที่มาช่วย เพราะนี่เป็นโครงการของคิงจิกมี “อะไรที่ผมทำเพื่อคิงได้ ผมก็อยากทำ” เขาพูดเรียบง่าย ก่อนหันกลับไปส่งถ้วยชาให้คนถัดไป
ฉันชอบภาพนั้น บางคนช่วยยกชิ้นส่วนสถูป บางคนปลูกต้นไม้ บางคนแจกชา ทุกคนทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ และเมื่อมองย้อนกลับไป คำพูดของ Tshering Phuntsho ก็ยิ่งมีความหมายขึ้น
เมื่อได้เห็นอาสาสมัครทำงานด้วยตาตัวเองในวันนั้น ฉันจึงเข้าใจคำตอบของเขาชัดขึ้น
เกเลฟู เมืองแห่งความหวังของชาวภูฏาน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนหนุ่มสาวชาวภูฏานส่วนหนึ่งเดินทางไปเรียนและทำงานต่างประเทศเพื่อหาโอกาสที่ดีกว่า พระราชดำริเรื่องเกเลฟูจึงไม่ใช่แค่การสร้างถนน อาคาร หรือพื้นที่ลงทุน
แต่เป็นความพยายามสร้างเศรษฐกิจใหม่โดยยังรักษาความผูกพันกับวัฒนธรรมและคุณค่าทางจิตใจของภูฏานเอาไว้
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ฉันก็เข้าใจมากขึ้นว่าทำไมผู้คนจึงยอมเดินทางไกลมาช่วยงานอาสาสมัคร พวกเขาไม่ได้มาช่วยสร้างสถูปเพียงวันเดียว แต่กำลังร่วมกันเริ่มต้นเมืองที่หวังว่าจะเป็นอนาคตของลูกหลาน
เที่ยงวัน — ความสำเร็จที่ทุกคนเฝ้ารอ
สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับภูฏาน เกเลฟูอาจเป็นเพียงชื่อเมืองทางตอนใต้ แต่สำหรับชาวภูฏานจำนวนมาก เมืองใหม่ Gelephu Mindfulness City คือความหวังว่าจะมีงาน มีโอกาส และมีอนาคตให้ลูกหลานอยู่ในบ้านเกิดของตัวเอง
เมื่อมีการประกาศว่าสถูปทั้ง 108 องค์ได้รับการยกตั้งสำเร็จในเวลาเที่ยงวัน ความปลื้มปีติของผู้ร่วมงานก็ปรากฏชัด ภาพตรงหน้าเป็นมากกว่าผลงานของทีมก่อสร้าง เพราะแต่ละองค์มีส่วนร่วมของผู้คนมากมายอยู่เบื้องหลัง
ความสำเร็จครั้งนี้ยังได้รับการประกาศเป็นสถิติ Guinness World Records เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 ในประเภทการประกอบพิธีพุทธาภิเษกสถูปจำนวนมากที่สุดภายในวันเดียว โดยมีสถูป 108 องค์เป็นหัวใจของเหตุการณ์
ดร.โลเท เชริง ผู้ว่าการ Gelephu Mindfulness City เป็นผู้รับประกาศนียบัตรรับรองสถิติ สำหรับคนภายนอก นี่อาจเป็นความสำเร็จระดับโลก แต่สำหรับฉัน สิ่งที่น่าจดจำไม่แพ้สถิติคือภาพผู้คนที่ช่วยกันทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง
มีรายงานสรุปพระราชดำรัสว่า แม้พระราชาธิบดีจิกมีเองก็เคยทรงกังวลว่าภารกิจใหญ่เช่นนี้จะสำเร็จได้ภายในวันเดียวหรือไม่ และเมื่อสำเร็จ พระองค์ทรงขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วม
จากพระราชบิดา สู่พระราชโอรส และอนาคตของภูฏาน
อีกภาพที่ทำให้ฉันหยุดมอง คือช่วงเวลาอบอุ่นระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก รัชกาลที่ 4 กับพระราชโอรส พระราชาธิบดีรัชกาลที่ 5 เมื่อพระราชบิดาทรงจุมพิตพระปรางพระราชโอรส ภาพนั้นทำให้เรื่องราวการส่งต่อพระราชภารกิจดูใกล้ตัวขึ้นอย่างมาก
รัชกาลที่ 4 ทรงเป็นผู้วางรากฐานแนวคิดความสุขมวลรวมประชาชาติ (Gross National Happiness) ส่วนรัชกาลที่ 5 กำลังทรงผลักดัน Gelephu Mindfulness City ให้เป็นอีกก้าวของประเทศ
ตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมา พระราชาธิบดีจิกมีและสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา พร้อมพระราชโอรส ได้เสด็จมาร่วมกิจกรรมอาสาสมัครพัฒนาเมืองกับประชาชน มีภาพพระราชวงศ์ทรงช่วยยกต้นไม้และขนย้ายสิ่งของอย่างเรียบง่าย การได้เห็นเจ้าชายจิกมี นัมเกล วังชุก พระราชโอรสองค์โต อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ ชวนให้คิดถึงการเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อผู้คนและแผ่นดินตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์
จากพระราชบิดาสู่พระราชโอรส และจากคนรุ่นนี้สู่คนรุ่นต่อไป สิ่งที่กำลังส่งต่อกันจึงไม่ได้มีเพียงพระราชภารกิจ แต่ยังมีความหวังต่ออนาคตของภูฏาน
จากพิธีช่วงเย็นสู่แสงโดรนบนท้องฟ้า
ช่วงเย็นวันที่ 1 พฤศจิกายน มีพิธี Tashi Drup โดย Je Khenpo เป็นผู้นำฝ่ายสงฆ์ พร้อมการร่วมพิธีของพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อแสงแดดอ่อนลง สถูปสีขาวริมแม่น้ำก็เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ ผู้คนยังเดินสวดมนต์และภาวนาต่อเนื่อง
ค่ำคืนนั้น ฝูงโดรนเปล่งแสงเป็นภาพพระพุทธเจ้า ก่อนเปลี่ยนเป็นมนตรา สถูป มงกุฎ และสัญลักษณ์ของภูฏาน ราวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดวันถูกเล่าอีกครั้งบนท้องฟ้า
วันที่ 2 พฤศจิกายน — งานเฉลิมฉลองยังไม่สิ้นสุด
แม้สถูปทั้ง 108 องค์จะยกตั้งสำเร็จในวันแรก แต่พิธีทางศาสนายังคงดำเนินต่อ วันที่ 2 พฤศจิกายนเป็นช่วงสำคัญของพิธี Tashi Rabney Sungchoe การสวดอธิษฐานและประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถูป โดยมี Je Khenpo และคณะสงฆ์เป็นกำลังสำคัญ
งานครั้งนี้ยังเป็นที่รวมของพระอาจารย์และผู้นำทางจิตวิญญาณจากหลายนิกายและหลายประเทศ รวมถึงสมเด็จพระกรรมาปะองค์ที่ 17 โอเกน ทรินเล ดอร์เจ (Ogyen Trinley Dorje) สักยะ กงมา ทริเชน รินโปเช (Sakya Gongma Trichen Rinpoche) กาเดน ทริปะ (Ganden Tripa) และลิง รินโปเช (Ling Rinpoche)
การมารวมตัวกันเช่นนี้ทำให้เกเลฟูเป็นจุดหมายของผู้ศรัทธาที่เดินทางมาจากไกลกว่าพรมแดนภูฏาน
ในบรรดาบุคคลมีชื่อเสียงที่เกี่ยวข้องกับงานครั้งนี้ ยังมีเจ็ต ลี (Jet Li) นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังชาวจีน ผู้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ
เบื้องหลังสถูป — ผู้บริจาคและอาสาสมัคร
นอกจากแรงกายของผู้ปฏิบัติงาน โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งนักธุรกิจชาวภูฏาน ผู้พำนักในต่างประเทศ พระเถระ และลามะผู้ใหญ่ การสร้างสถูปจำนวนมากเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งทุนทรัพย์ การจัดการ และการร่วมมือของผู้คนจำนวนมาก
108 สถูปในวันเดียว แต่ความหวังไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว
สิ่งที่ฉันนำกลับจากเกเลฟู ไม่ใช่เพียงภาพสถูปสีขาวเรียงรายริมแม่น้ำ แต่เป็นภาพพระมหากษัตริย์บนจักรยาน ชายชุดสีส้มที่ส่งถ้วยชาให้ผู้คน คุณยายใต้ร่มที่ค่อย ๆ นับลูกประคำ และเสียง “โอม มณี ปัทเม หุม” ที่ผู้คนเปล่งพร้อมกันขณะสถูปค่อย ๆ เป็นรูปเป็นร่าง
ตลอดสิบกว่าปีที่ฉันเดินทางมาภูฏาน ได้เห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ก่อนมาเกเลฟู ฉันรู้ว่าที่นี่กำลังจะเป็นเมืองใหม่ แต่เมื่อได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง จึงเข้าใจว่า สำหรับชาวภูฏาน เกเลฟูไม่ใช่เพียงเมืองที่กำลังก่อสร้าง หากเป็นเมืองที่พวกเขากำลังฝากอนาคตของลูกหลานเอาไว้ สถูปทั้ง 108 องค์ยกตั้งสำเร็จในวันเดียว แต่ความหวังที่ทำให้ผู้คนมารวมตัวกันในวันนั้น ก่อตัวขึ้นมานานกว่านั้นมาก
##########################
รัสรินทร์ กิจชัยสวัสดิ์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว Bhutan Only by Be Compass Travel เดินทางเยือนภูฏานมากกว่า 40 ครั้งในเวลากว่า 10 ปี
##########
แหล่งข้อมูลและภาพประกอบ
1. Facebook Page: His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck
2. The Bhutanese — Bhutanese News Publication
3. Facebook Page: 108 Stupas — Gelephu Mindfulness City, Bhutan
เว็บไซต์โครงการ 108 Stupas: https://108stupas.bt/


