20 กรกฎาคม 2519 ถือเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาของเมืองไทย เมื่อนาย “สุธรรม แย้มนิยม” นักธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี ได้ค้นพบฟอสซิลกระดูกชิ้นหนึ่งระหว่างการสำรวจแหล่งแร่ยูเรเนียม ณ หุบเขาภูเวียง จังหวัดขอนแก่น (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง)
ต่อมาได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศส ยืนยันว่าเป็น “ฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์” ที่นับว่ามีความสำคัญมากต่อบ้านเรา เพราะนี่เป็นการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งแรกของเมืองไทย ซึ่งเป็นการเปิดโลกการศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาและไดโนเสาร์ครั้งสำคัญของบ้านเรา
ฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกของเมืองไทยแห่งหุบเขาภูเวียง เป็นชิ้นส่วนปลายของกระดูกขาหลังท่อนบนของไดโนเสาร์ซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืช) เดิน 4 ขา คอยาว หางยาว มีความยาวลำตัวประมาณ 15 เมตร
ปัจจุบันมีการจัดแสดงฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกของเมืองไทยให้ชมกันที่ "พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง" อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น
หลังการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแรกและครั้งแรกของเมืองไทย วันนี้ (ต.ค.69) นับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว วงการบรรพชีวินวิทยาของเมืองไทยได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องจนชื่อชั้นจัดอยู่ในระดับโลก โดยมีการค้นพบไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลกในประเทศไทยถึง 15 สายพันธุ์ มากที่สุดในอาเซียนและเป็นเบอร์ต้น ๆ ของเอเชีย
รวมถึงยังมีการค้นพบฟอสซิลของสัตว์โบราณสกุลใหม่ของโลก อย่างเช่น “วาราโนซูคัส สกลนครเอนซิส” จระเข้บกโบราณฉายา “จระเข้หน้าเหี้ย”, “เซมิเจเน็ตต้า ไทยแลนดิคัส” ชะมดดึกดำบรรพ์ และ “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” เทอโรซอร์หรือสัตว์เลื้อยคลานบินได้สกุลใหม่และชนิดใหม่ของโลก
นอกจากนี้บ้านเรายังมีการค้นพบ “รอยตีนไดโนเสาร์” หรือ “ซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์” หรือ “ฟอสซิลรอยตีนไดโนเสาร์” อีกเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ทั่วไทย
โดยการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ครั้งแรกในเมืองไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2527 มีการสำรวจพบรอยตีนไดโนเสาร์บนยอดภูหลวง บริเวณผาเตลิ่น อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในพื้นที่ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง” ซึ่งต่อมาได้รับการเรียกขานว่า “รอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวง”
รอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวงถูกสำรวจพบทั้งหมด 15 รอย ปรากฏอยู่บนลานหินทราย ที่มีหญ้าขึ้นปกคลุมเป็นหย่อม ๆ กว้างประมาณ 8 ตารางเมตร ในหมวดหินภูพาน กลุ่มหินโคราช เป็นไดโนเสาร์ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 120 ล้านปีมาแล้ว
นักบรรพชีวินระบุว่า เจ้าของรอยตีนที่นี่เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่กลุ่มเทอโรพอด จำพวกคาร์โนซอร์ (Carnosaur) มีจำนวน 3 ตัว มี 3 นิ้วคล้ายนก รอยตีนมีความกว้าง 35 เซนติเมตร ยาว 31 เซนติเมตร ลึก 3-4 เซนติเมตร พวกมันเดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง มีความสูงจากพื้นถึงสะโพกประมาณ 1.78 - 1.8 เมตร
นอกจากนี้นักบรรพชีวินยังสันนิษฐานว่า พวกมันกำลังเดินไปด้วยกัน โดยมุ่งสู่ทางทิศใต้ ด้วยความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นได้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้กำลังช่วยกันออกล่าเหยื่อก็เป็นได้
ด้วยความสำคัญและโดดเด่นของรอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวง ทาง “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)” จึงได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน “อันซีนไทยแลนด์” (ยุคแรก) ให้นักท่องเที่ยวเดินป่าตามรอยกะปอมยักษ์ ไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งธรณีวิทยาอันน่าทึ่งของบ้านเรากันที่จังหวัดเลย
ขณะที่การค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 20) เกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โดยนาย “พิชัย ประเทศเสนา” แอดมินเพจ “รักษ์อีสาน” ได้พบเจอรอยตีนไดโนเสาร์เข้าโดยบังเอิญบริเวณน้ำตกตาดน้อย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท (เตรียมการ) ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี
การค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ของนายพิชัย ปรากฏเป็นข่าวโด่งดัง ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2569 เนื่องจากนี่นอกจากจะเป็นหนึ่งในการค้นพบทางธรณีวิทยาที่สำคัญของบ้านเราแล้ว ยังเป็นการค้นพบโดยประชาชนคนธรรมดาที่เปลี่ยนวันเดินป่าธรรมดา ๆ ในภาคอีสานให้กลายเป็นวันอันน่ามหัศจรรย์
สำหรับการค้นพบฟอสซิลรอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ (อย่างเป็นทางการ) นับตั้งแต่รอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวง (ปี 2527) มาจนถึงรอยตีนไดโนเสาร์ห้วยตาดน้อย (ปี 2569) ทางเพจ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี - PWDM ได้ระบุว่ามี 20 แห่งด้วยกัน โดยรอยตีนนั้นถือเป็นอีกหนึ่งหลังฐานสำคัญที่ช่วยบอกเล่าเรื่องราวของไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้ ทั้งขนาดโดยประมาณ รูปแบบการเคลื่อนที่ ทิศทางการเดิน และสภาพแวดล้อมที่พวกมันเคยอาศัยอยู่
วันนี้ใครที่มีโอกาสไปเดินป่า-เที่ยวน้ำตก -ภูเขา-ลานหิน ลองสังเกตสอดส่องตามพื้นดิน บางทีอาจจะเป็นผู้โชคดีค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ หรือฟอสซิลต่าง ๆ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การค้นพบครั้งสำคัญที่โลกต้องบันทึกไว้ก็เป็นได้


