พาไปรู้จักกับ 5 ไฮไลต์จุดเที่ยวชม “รอยตีนไดโนเสาร์-สัตว์ดึกดำบรรพ์” ในบ้านเรา ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาอันทรงคุณค่าแล้ว ยังน่าตื่นตาตื่นใจไปกับปรากฏการทางธรณีวิทยาที่น่าทึ่งไม่น้อย
หลังนาย “พิชัย ประเทศเสนา” แอดมินเพจ “รักษ์อีสาน” ได้เปลี่ยนวันเดินป่าธรรมดาในภาคอีสานให้เป็นวันอันน่ามหัศจรรย์ จากการค้นพบ “รอยตีนไดโนเสาร์” บริเวณน้ำตกตาดน้อย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท (เตรียมการ) ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งปรากฏเป็นข่าวโด่งดัง ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2569 เนื่องจากนี่ถือเป็นอีกหนึ่งการค้นพบทางธรณีวิทยาที่สำคัญของบ้านเรา
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จาก กรมทรัพยากรธรณี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศิลปากร ได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบรอยตีนไดโนเสาร์ดังกล่าว ในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ก่อนได้ข้อสรุปว่า
รอยดังกล่าว เป็นซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง จำนวน 1 แนวทางเดิน ประกอบด้วยรอยตีน 6 รอย บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน อยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 120 ล้านปีก่อน
รอยตีนไดโนเสาร์ที่พบนี้ มีลักษณะเด่นเป็นนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลม ขนาดรอยตีนยาว 29 เซนติเมตร กว้าง 26 เซนติเมตร การวิเคราะห์ขนาดลำตัวประเมินว่า ไดโนเสาร์เจ้าของรอยตีนมีความสูงจากบริเวณสะโพกประมาณ 1.42 เมตร และมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 เมตร โดยไดโนเสาร์เจ้าของรอยตีน มีขนาดใกล้เคียงกับ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” ไดโนเสาร์เทอโรพอดที่เคยค้นพบในประเทศไทยจากยุคเดียวกัน
ต่อมาในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 รัฐบาลได้ประกาศคุ้มครองรอยตีนไดโนเสาร์ดังกล่าวตามกฎหมาย เพื่อป้องกันความเสียหายจากการรบกวนของนักท่องเที่ยวและการกัดเซาะของน้ำ ก่อนจะเดินหน้าพัฒนาเป็นแหล่งศึกษาวิจัย และแหล่งท่องเที่ยว เรียนรู้ทางธรณีวิทยาที่สำคัญของจังหวัดอุดรต่อไปในอนาคต
สำหรับ “รอยตีน” (Footprint) หรือ “ซากดึกดำบรรพ์ (ฟอสซิล) รอยตีนไดโนเสาร์ และสัตว์โบราณ” เป็นศัพท์วิชาการทางธรณีวิทยา (ไม่ใช่คำหยาบ) ซึ่งทาง “กรมทรัพยากรธรณี” ได้สรุปข้อมูลเบื้องต้นของการเกิดซากดึกดำบรรพ์รอยตีน เอาไว้ดังนี้
1. ร่องรอยถูกประทับบนตะกอนที่เปียกชื้น และไม่ถูกทำลายหรือลบเลือน
2. เมื่อสภาวะอากาศแห้งขึ้นทำให้ตะกอนที่มีร่องรอยประทับรอยตีนแข็งตัวและคงรูปตามเดิมไว้
3. ตามริมทางน้ำธรรมชาติจะสะสมตะกอนอย่างช้า ๆ และทับถมรอยตีนที่แข็งตัวแล้วโดยไม่ทำลายร่องรอยเดิม ก่อนจะสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปมีตะกอนพัดพามาทับถมปิดรอยเหล่านี้แต่ละปี ทับถมเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวจนกลายเป็นหินตะกอนในหลายล้านปีต่อมา
4. เวลาต่อมา กระบวนการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้ชั้นหินตะกอนเหล่านี้ถูกยกตัวขึ้นมาเป็นภูเขาสูง และถูกกัดเซาะโดยฝนและทางน้ำในปัจจุบัน บ้างก็กัดเซาะทำลายตะกอนที่ปิดทับเป็นรอยหล่อ (cast) ออกไป จน ทำให้ชั้นหินที่มีรอยพิมพ์ (mold) ที่มีรอยตีนไดโนเสาร์ประทับอยู่เผยขึ้นมาบนผิวโลกให้เห็นในยุคปัจจุบัน
นอกจากรอยตีนไดโนเสาร์ชุดล่าสุดที่พบที่อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีแล้ว ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์อยู่หลายแห่งด้วยกัน
และนี่ก็คือ 5 จุดชมรอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์โบราณ (ไล่เลียงไปตามลำดับปีที่ค้นพบ) ที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านธรณีวิทยาอันโดดเด่นของบ้านเรา
ภูหลวง
“รอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวง” พบบนยอดภูหลวง บริเวณผาเตลิ่น อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ในพื้นที่ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง” โดยสำรวจเจอทั้งหมด 15 รอย ปรากฏอยู่บนลานหินทราย ในหมวดหินภูพาน กลุ่มหินโคราช ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 120-130 ล้านปีมาแล้ว
นักบรรพชีวินระบุว่า เจ้าของรอยตีนที่นี่เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่กลุ่มเทอโรพอด จำพวกคาร์โนซอร์ (Carnosaur) มีจำนวน 3 ตัว มี 3 นิ้วคล้ายนก เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง มีความสูงจากพื้นถึงสะโพกประมาณ 1.78 - 1.8 เมตร พวกมันเดินไปด้วยกัน มุ่งสู่ทิศใต้ ด้วยความเร็วประมาณ 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นได้ว่าไดโนเสาร์พวกนี้กำลังช่วยกันออกล่าเหยื่อก็เป็นได้
รอยตีนไดโนเสาร์ภูหลวง ถูกสำรวจพบในปี พ.ศ.2527 นับเป็นการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ครั้งแรกในเมืองไทย และในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ ให้นักท่องเที่ยวเดินป่าไปสัมผัสกับมนต์เสน่ห์แห่งธรณีวิทยาอันน่าทึ่งของจังหวัดเลย
ภูเวียง
“รอยตีนไดโนเสาร์หินลาดป่าชาด” หรือที่หลาย ๆ คนนิยมเรียกว่า “รอยตีนไดโนเสาร์ภูเวียง” ปรากฏอยู่บริเวณลานหินลาดป่าชาด ใกล้ยอดของเทือกเขาภูเวียง ในพื้นที่ “อุทยานแห่งชาติภูเวียง” อำเภอเวียงเก่า จังหวัดขอนแก่น
รอยตีนไดโนเสาร์ที่นี่ถูกสำรวจพบเมื่อปี พ.ศ.2532 โดยคณะสำรวจไดโนเสาร์จากกรมทรัพยากรธรณี โดยพบเจอมากกว่า 60 รอย เป็นของไดโนเสาร์หลายชนิด ประทับอยู่บนหินทรายเนื้อละเอียดสีขาวของหมวดหินพระวิหาร ในยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุประมาณ 140 ล้านปี
สำหรับรอยตีนอันเด่นชัดที่นักบรรพชีวินพิสูจน์ได้ มี 3 กลุ่ม ได้แก่
-รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กกลุ่มเทอโรพอด เดินด้วย 2 ขาหลัง เคลื่อนไหวได้ว่องไว รอยตีนมีนิ้ว มีปลายเล็บแหลมคมคล้ายนก ขนาดรอยตีนประมาณ 10 เซนติเมตร
-รอยตีนของไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กกลุ่มออร์นิโธพอด เดินด้วย 4 ขา ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งรอยตีนหน้าและรอยตีนหลัง
-รอยตีนทางเดินของสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก และรอยตีนเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่กว่ารอยตีนอื่น ๆ สันนิษฐานว่าเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่กว่า พบในลักษณะรอย 3 ถึง 4 นิ้ว แต่ไม่ปรากฏอุ้งตีนให้เห็น ซึ่งอาจจะกำลังวิ่งไล่ล่าเหยื่ออยู่
ภูแฝก
“รอยตีนไดโนเสาร์ภูแฝก” ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ “วนอุทยานภูแฝก” ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่นี่ถือเป็นแหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ที่สำคัญและโด่งดังมากของเมืองไทย เนื่องจากเป็นรอยตีนที่เห็นได้เด่นชัดและมีจำนวนมาก
รอยตีนไดโนเสาร์ภูแฝก ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดย 2 หนูน้อย (ในขณะนั้น) ได้แก่ ด.ญ.“กัลยามาศ สิงห์นาคลอง” หรือ “น้องกล้วยไม้” อายุ 10 ขวบ และ ด.ญ.“พัชรี ไวแสน” หรือ “น้องส้มโอ” อายุ 11 ขวบ ซึ่งสังเกตเห็นร่องรอยขนาดใหญ่คล้ายรอยทางเดินสัตว์บริเวณลานหินในลำห้วยผึ้ง ทั้งสองจึงกลับไปบอกพ่อแม่ และได้แจ้งให้ทางราชการทราบ
หลังจากนั้นทางกรมทรัพยากรธรณี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบรอยตีนไดโนเสาร์ไม่น้อยกว่า 25 รอย จัดเรียงเป็นอย่างน้อย 7 แนวทางเดิน โดยสามารถเห็นรอยทางเดินได้อย่างชัดเจนประมาณ 3 แนว และมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
รอยตีนไดโนเสาร์ภูแปกส่วนใหญ่เป็นของไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ กลุ่มคาร์โนซอร์ ที่ทิ้งร่องรอยประทับอยู่ในชั้นหินทรายในหมวดหินพระวิหาร ยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุราว 140 ล้านปี มีขนาดความยาวประมาณ 45 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร ระยะก้าว 120 และ 110 เซนติเมตร
นักบรรพชีวินประเมินว่าไดโนเสาร์กินเนื้อเจ้าของรอยตีนหลักของที่นี่ เดินด้วย 2 ขาหลัง มีความสูงถึงสะโพกมากกว่า 2 เมตร และมีขนาดตัวจากหัวถึงหางยาวประมาณ 7-8 เมตร
นอกจากนี้ยังพบรอยทางเดินของไดโนเสาร์กินพืชคอยาว กลุ่มซอโรพอด (Sauropod) อีกจำนวน 1 แนว
ภูหินร่องกล้า
“รอยตีนไดโนเสาร์ภูหินร่องกล้า” ถูกพบบริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ใกล้ลานกางเต็นท์อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก รอยตีนไดโนเสาร์ที่นี่ถูกพบครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 แต่ปรากฏเป็นข่าวโด่งดังในปี 2567
รอยตีนไดโนเสาร์ภูหินร่องกล้า ประทับอยู่บนลานหินทรายและหินโคลน จัดอยู่ในหมวดหินภูพาน ยุคครีเทเชียสตอนต้น อายุประมาณ 120 ล้านปีก่อน กระจายอยู่บนพื้นที่ประมาณ 2,500 ตารางเมตร
รอยตีนไดโนเสาร์ที่พบมีจำนวนมากกว่า 15 รอย ปรากฏเป็นแนวทางเดินอย่างน้อย 2 แนว ส่วนใหญ่เป็นรอยตีนของไดโนเสาร์กินเนื้อเดินสองขา กลุ่มเทอโรพอดขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ แสดงรอยประทับของของนิ้วตีนข้างละสามนิ้วชัดเจน
ผารอยตีนอาร์โคซอร์
“อาร์โคชอร์” (Archosaurs) เป็นสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ ประเภทสัตว์เลื้อยคลานกลุ่มหนึ่ง ที่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนจะมีไดโนเสาร์ ในช่วงปลายยุคไทรแอสซิก มีอายุราว 246–229 ล้านปีก่อน อาร์โคชอร์ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์กลุ่มบรรพบุรุษของไดโนเสาร์และจระเข้ มีรูปร่างคล้ายจระเข้ตัวใหญ่แต่หางสั้น
ในประเทศไทยมีการพบหลักฐานสำคัญของการมีอยู่ของอาร์โคชอร์ คือ “ผารอยตีนอาร์โคซอร์” ที่พบอยู่ในเขตป่านันทนาการดงรอยเท้าอาร์โคซอร์ บ้านนาพอสอง ตำบลน้ำหนาว อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
เดิมรอยตีนอาร์โคซอร์ที่ผาแห่งนี้มีชาวบ้านพบเห็นกันมานานหลายปีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเป็นรอยอะไร ต่อมานักธรณีวิทยาและคณะสำรวจซากดึกดำบรรพ์กรมทรัพยากรธรณี ได้เข้าไปสำรวจ ก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาในปี พ.ศ. 2565-2566
รอยตีนอาร์โคซอร์ที่อำเภอน้ำหนาว ปรากฏอยู่บนผาหินทรายลาดเอียง 45 องศา สูงประมาณ 160 เมตร หน้าผากว้างประมาณ 200 เมตร จึงได้ชื่อว่า “ผารอยตีนอาร์โคซอร์”
ผารอยตีนอาร์โคซอร์ สำรวจพบรอยตีนอาร์โคซอร์กว่า 300 รอย ประกอบด้วย 3 แนวทางเดิน สันนิษฐานว่า มีอาร์โคซอร์เจ้าของรอยไม่ต่ำกว่า 3 ตัว คาดว่าอยู่ในช่วงยุคไทรแอสซิก มีอายุราว 227 – 208 ล้านปี
ผารอยตีนอาร์โคซอร์ จังหวัดเพชรบูรณ์ถือเป็นสถานที่สำคัญทางธรณีวิทยาในระดับนานาชาติ เนื่องจากมีการสำรวจพบรอยตีนของสัตว์เลื้อยคลานพวกอาร์โคซอร์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังพบแนวทางเดินของอาร์โคซอร์ที่มีความต่อเนื่องยาวมากที่สุด ถึงมากกว่า 100 เมตรเลยทีเดียว
และนี่ก็คือ 5 จุดไฮไลต์ชมรอยตีนไดโนเสาร์-สัตว์ดึกดำบรรพ์ในเมืองไทย ที่มีการสำรวจพบพร้อมพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาอันทรงคุณค่า
นอกจากนี้เชื่อว่าในบ้านเรายังมีซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่ถูกพบเห็นอีกไม่น้อย สำหรับใครที่มีโอกาสไปเดินป่า-เที่ยวป่า โดยเฉพาะในภาคอีสาน ลองสังเกตสอดส่องตามพื้นดิน บางทีอาจจะเป็นผู้โชคดีค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์ หรือฟอสซิลต่าง ๆ อย่าง นายพิชัย หรือ น้องกล้วยไม้-น้องส้มโอ ซึ่งไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ ที่นำไปสู่การสำรวจพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก อย่างพ่อ“ถนอม หลวงนันท์” ผู้พบเจอซากฟอสซิลของนาคาไททัน (โดยบังเอิญ) ก็เป็นได้


