xs
xsm
sm
md
lg

ไขความลับ “รอยตีนไดโนเสาร์” ผ่านกาลเวลานับร้อยล้านปี ทำไมวันนี้รูปรอยยังปรากฏเด่นชัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ปิ่น บุตรี


ไขความลับ “รอยตีนไดโนเสาร์” ผ่านกาลเวลานับร้อยล้านปี ทำไมวันนี้รูปรอยยังปรากฏเด่นชัด (ภาพ : MGR วิทยาศาสตร์)
จากความช่างสังเกตของ นาย "พิชัย ประเทศเสนา” แอดมินเพจรักษ์อีสาน ได้เปลี่ยนวันเดินป่าธรรมดาในช่วงกลางเดือนตุลาคม 2569 ให้กลายเป็นอีกหนึ่งวันอันน่าทึ่ง เมื่อเขาได้ไปพบเจอ “รอยตีนไดโนเสาร์” สภาพสมบูรณ์ บริเวณน้ำตกตาดน้อย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ–ภูพระบาท ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งถือเป็นการค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อครั้งแรกของจังหวัดอุดรธานี และเป็นอีกหนึ่งการค้นพบทางธรณีวิทยาที่สำคัญของเมืองไทย

ซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์ดังกล่าว เป็นของไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง จำนวน 1 แนวทางเดิน ประกอบด้วย 6 รอยตีน บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน อายุยุคครีเทเชียสตอนต้น (ประมาณ 120 ล้านปีก่อน)

รอยตีนไดโนเสาร์ที่พบนี้ มีลักษณะเด่นเป็นนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลม ขนาดรอยตีนยาว 29 ซม. กว้าง 26 ซม. ขนาดลำตัวไดโนเสาร์เจ้าของรอยตีนมีความสูงจากบริเวณสะโพกประมาณ 1.42 ม. และมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 ม. ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” ไดโนเสาร์เทอโรพอดที่เคยค้นพบในประเทศไทยจากยุคเดียวกัน

รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อที่พบครั้งแรกของจังหวัดอุดรธานี ณ บริเวณน้ำตกตาดน้อย ใกล้แหล่งมรดกโลกภูพระบาท (ภาพ : สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 อุดรธานี)
การค้นพบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อครั้งแรกของอุดรฯ ในครั้งนี้ แม้คนส่วนใหญ่ต่างยินดีและแสดงความชื่นชมต่อการช่างสังเกตุของผู้คนพบ แต่บนโลกโซเชียลกลับมีดราม่าเกี่ยวกับการเกิดของรอยตีนไดโนเสาร์ เนื่องจากชาวเน็ตหลาย ๆ คน สงสัยว่ารอยตีนไดโนเสาร์เกิดขึ้นได้อย่างไร? และเมื่อกาลเวลาผ่านไปเป็นนับร้อยล้านปี ทำไมรอยตีนไดโนเสาร์จำนวนมากที่พบเจอทั่วโลกถึงยังคงรูปรอยปรากฏเด่นชัดให้มนุษย์ได้เห็น และได้ศึกษาเรื่องราวของซากดึกดำบรรพ์ จนสามารถต่อยอดไปสู่การค้นพบที่น่าทึ่งทางบรรพชีวินวิทยาได้เป็นจำนวนมากนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

รอยตีนไดโนเสาร์ เกิดขึ้นได้อย่างไร


“รอยตีน” (Footprint) หรือ “ซากดึกดำบรรพ์รอยตีน” เป็นศัพท์วิชาการทางธรณีวิทยา (ไม่ใช่คำหยาบ) หมายถึงรอยเหยียบประทับของสัตว์ ที่ได้เดินเหยียบลงบนชั้นตะกอนดินขณะที่ยังไม่แข็งตัว เมื่อตะกอนดินบริเวณนั้นแข็งตัวเป็นหิน ก็เก็บร่องรอยเหล่านี้ไว้ได้ เช่น รอยเท้าไดโนเสาร์ หรือแม้แต่รอยเท้าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็สามารถมีรอยในชั้นหินได้

แต่กระบวนการเกิดซากดึกดำบรรพ์รอยตีน ต้องอาศัยเวลาที่เหมาะเจาะที่เมื่อหลายล้านปีก่อนมีสิ่งมีชีวิตเดินย่ำตามริมทางน้ำที่มีตะกอนดินอ่อนนุ่ม และใช้เวลาให้รอยพิมพ์แห้งและแข็งตัวก่อนที่ตะกอนชุดใหม่จะมาปิดทับอย่างนุ่มนวลเพื่อไม่ให้รอยตีนถูกทำลายไปเสียก่อน

ที่มาของการเกิดซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์ (ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี)
สำหรับการเกิดรอยตีนไดโนเสาร์นั้น ทางกรมทรัพยากรณีวิทยา ได้สรุปเป็นข้อมูลเบื้องต้น ดังนี้

1. ร่องรอยถูกประทับบนตะกอนที่เปียกชื้น และไม่ถูกทำลายหรือลบเลือน
2. เมื่อสภาวะอากาศแห้งขึ้นทำให้ตะกอนที่มีร่องรอยประทับรอยตีนแข็งตัวและคงรูปตามเดิมไว้
3. ตามริมทางน้ำธรรมชาติจะสะสมตะกอนอย่างช้า ๆ และทับถมรอยตีนที่แข็งตัวแล้วโดยไม่ทำลายร่องรอยเดิม ก่อนจะสะสมตัวอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไปมีตะกอนพัดพามาทับถมปิดรอยเหล่านี้แต่ละปี ทับถมเป็นชั้น ๆ และแข็งตัวจนกลายเป็นหินตะกอนในหลายล้านปีต่อมา
4. เวลาต่อมา กระบวนการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกทำให้ชั้นหินตะกอนเหล่านี้ถูกยกตัวขึ้นมาเป็นภูเขาสูง และถูกกัดเซาะโดยฝนและทางน้ำในปัจจุบัน บ้างก็กัดเซาะทำลายตะกอนที่ปิดทับเป็นรอยหล่อ (cast) ออกไป จน ทำให้ชั้นหินที่มีรอยพิมพ์ (mold) ที่มีรอยตีนไดโนเสาร์ประทับอยู่เผยขึ้นมาบนผิวโลกให้เห็นในยุคปัจจุบัน


รู้จักประเภทรอยตีนไดโนเสาร์


ความแตกต่างของรอยตีนไดโนเสาร์ที่เดิน 2 ขา กับ 4 ขา (ภาพ : กรมทรัพยากรธรณี)
รอยตีนไดโนเสาร์จะปรากฏลักษณะนิ้วชัดเจนและมีส่วนท้ายเป็นส้น ซึ่งนักธรณีวิทยาจะเปรียบเทียบรอยตีนที่บริเวณปลายนิ้ว หากมีลักษณะแหลมคมเหมือนกรงเล็บ และมีปลายนิ้วแยกออกเป็นนิ้วชัดเจนก็คาดว่าเป็นไดโนเสาร์สายพันธุ์กินเนื้อ

สำหรับรอยทางเดินและรอยตีนไดโนเสาร์ส่วนใหญ่ที่พบทั่วไป ได้แก่ ไดโนเสาร์เดิน 2 ขา มีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. เทอโรพอด หรือพวกกินเนื้อ รอยของเทอโรพอดมักจะมีรอยนิ้วค่อนข้างยาว แคบ และมีปลายแหลมของรอยกรงเล็บ บริเวณส้นมักจะมีลักษณะแหลมเป็นตัววี กลุ่มเทอโรพอดมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ รอยของคาร์โนซอร์ ลักษณะใหญ่ กว้าง นิ้วมักแยกจากกันกว้างและดูแข็งแรง และรอยของซีลูโรซอร์ ลักษณะเล็ก เพรียว มักมีนิ้วที่อยู่ติดกัน ลองยกนิ้วชี้ กลาง นาง ขึ้นมาพร้อมกัน นิ้วของพวกกินเนื้อส่วนมากจะมีลักษณะแบบนี้เลยค่ะ คล้ายกับตีนไก่

2. ออร์นิทอพอด หรือพวกกินพืช รอยตีนออร์นิทอพอดมักจะกว้างกว่าของเทอโรพอด มีส้นที่มนและค่อนข้างสั้น รอยนิ้วสั้นเพราะมีเล็บแบบกีบสัตว์ (บางครั้งพบเดือยสีขาวด้วย) ถ้าเป็นจำพวกคอยาวรอยตีนที่พบจะคล้ายรอยเท้าช้าง

รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อที่พบครั้งแรกของจังหวัดอุดรธานี ณ บริเวณน้ำตกตาดน้อย ใกล้แหล่งมรดกโลกภูพระบาท (ภาพ : สํานักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 อุดรธานี)
การพบรอยตีนไดโนเสาร์จึงทำให้ทราบว่าชั้นหินทรายในบริเวณนี้ ในอดีตมีสภาพเป็นหาดทรายริมน้ำ เป็นที่ที่ไดโนเสาร์เดินผ่าน หรือเที่ยวหากินอยู่ในบริเวณหาดทรายชุ่มน้ำนี้ รอยตีนที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกคลื่นซัดให้ลบเลือน โดยอาจโผล่พ้นน้ำ ทำให้แดดเผาจนคงรูปร่างอยู่ หลังจากนั้นกระแสน้ำได้พัดพาเอาตะกอนมาปิดทับลงไปเป็นชั้นตะกอนใหม่ รอยตีนนั้นจึงยังคงอยู่ในชั้นตะกอนเดิม ต่อมาชั้นตะกอนแข็งตัวกลายเป็นหิน รอยเท้านั้นจึงปรากฏอยู่ในชั้นหินนั้น

การศึกษาเรื่องซากดึกดำบรรพ์ประเภทรอยชีวิน (Ichnos) อย่างรอยตีนไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ทั้งยังอธิบายพฤติกรรมส่วนตัว เช่น จังหวะก้าวเดิน ระยะห่างความเร็ว ลักษณะการเดินจากรอยลากหรือยกหาง และยังสามารถศึกษาพฤติกรรมกลุ่มได้ด้วย เช่น การอยู่อาศัย การหาอาหาร อยู่กันเป็นฝูง หรือแม้กระทั่งการบอกรายละเอียดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแหล่งที่อยู่อาศัยในอดีตได้

ปัจจุบันเพื่อให้เกิดการคุ้มครอง อนุรักษ์ และพัฒนาแนวทางการอนุรักษ์ ซากดึกดำบรรพ์และแหล่งซากดึกดำบรรพ์ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ.2551 กรมทรัพยากรธรณีมีภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการบริหารจัดการด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี ในด้านการพัฒนาเผยแพร่องค์ความรู้และบริการข้อมูลวิชาการด้านธรณีวิทยา ทรัพยากรธรณีชากดึกดำบรรพ์ อนุรักษ์ตัวอย่างซากดึกดำบรรพ์รวมทั้งสำรวจรายละเอียดด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ต่อไป

รอยตีนไดโนเสาร์ ที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
######################

หมายเหตุ : อ้างอิงข้อมูลจาก คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี "บันทึกแห่งบรรพกาล: รอยย่ำและทางเดิน", คู่มือผู้เล่าเรื่องธรณี “แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ภูแฝก” จังหวัดกาฬสินธุ์ และบทความ ไดโนเสาร์ย่ำเดินอย่างไรให้รอยตีนคงอยู่นับร้อยล้านปี ของกรมทรัพยากรธรณี