กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) ยืนยันรอยปริศนาใกล้แหล่งมรดกโลกภูพระบาทเป็น รอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อของแท้แห่งจังหวัดอุดรธานี พบมากถึง 6 รอย อยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น มีอายุราว 120 ล้านปีก่อน ขนาดลำตัวใกล้เคียงกับ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส
จากกรณีเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 นายพิชัย ประเทศเสนาได้โพสต์เฟซบุ๊กทั้งภาพและข้อความลงในกลุ่ม “นี่ตัวอะไร”ถึงการพบเจอรอยปริศนาบริเวณน้ำตกตาดน้อย ใกล้กับแหล่งมรดกโลกภูพระบาทจังหวัดอุดรธานี โดยระบุว่า
...ใช่รอยเท้าไดโนเสาร์ไหมครับ เจอแถวลำธารในป่า อำเภอบ้านผือ อุดรธานี...
จากนั้นในวันที่ 20 ตุลาคม 2569 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี มอบหมายให้กองคุ้มครองซากดึกดําบรรพ์ และสํานักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 นําทีมโดยนางสาวพรรณิภา แซ่เทียน นักธรณีวิทยาชํานาญการพิเศษ และว่าที่ร้อยตรี กฤษณะ สุดชา นักธรณีวิทยาปฏิบัติการ พร้อมด้วย นายนพวงค์ พฤกษชาติ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 นายสมบัติ สุภศร
ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ นายวุฒิพงษ์
แสนประกอบ ผู้อำนวยการส่วนวิชาการ นายวินัย ทองปั้น หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-
ภูพระบาท (เตรียมการ) และนางสาวกุลวดี
สมัครไทย หัวหน้าอุทยานประวิติศาสตร์ภูพระบาท กรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบสิ่งที่ควรเชื่อว่าเป็นซากดื่มดําบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์ตามที่เป็นข่าวจากกลุ่มใน Facebook "นี่คือตัวอะไร" และค้นพบโดยนายพิชัย ประเทศเสนา บริเวณหน่วยพิทักษ์ที่ ภธ.3
(ภูพระบาท) ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
หลังการตรวจสอบ ทางกรมทรัพยากรธรณี ได้เปิดเผยว่า รอยปริศนาดังกล่าว เป็นซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง จำนวน 1 แนวทางเดิน ประกอบด้วยรอยตีน 6 รอย บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน อายุยุคครีเทเชียสตอนต้น (ประมาณ 120 ล้านปีก่อน)
รอยตีนไดโนเสาร์ที่พบนี้ มีลักษณะเด่นเป็นนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลม ขนาดรอยตีนยาว 29 ซม. กว้าง 26 ซม. การวิเคราะห์ขนาดลำตัวประเมินว่าไดโนเสาร์เจ้าของรอยตีนมีความสูงจากบริเวณสะโพกประมาณ 1.42 ม. และมีความยาวลำตัวประมาณ 6.30 ม. ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับ “สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส” ไดโนเสาร์เทอโรพอดที่เคยค้นพบในประเทศไทยจากยุคเดียวกัน
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรธรณีได้เสนอให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศิลปากร ดำเนินการกำหนดเขตคุ้มครองรอบพื้นที่ค้นพบ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการรบกวนของนักท่องเที่ยว รวมทั้งวางแนวทางป้องกันการกัดเซาะของน้ำ และพิจารณาพัฒนาเป็นแหล่งศึกษา วิจัย และแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาและซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป


