xs
xsm
sm
md
lg

ตามรอยลิซ่าไปรู้จัก “วัดคินคะคุจิ” มรดกโลกแห่งเมืองเกียวโต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” โพสต์ภาพลงอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะไปที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีทั้งเมืองโตเกียวและเกียวโต โดยหนึ่งในภาพที่ปรากฏแลนด์มาร์กโดดเด่นเห็นชัดที่สุด คือ “วัดคินคะคุจิ” หรือ “วัดทอง” หนึ่งในมรดกโลกของเมืองเกียวโต

ชวนมาทำความรู้จักวัดแห่งนี้กัน


“วัดคินคะคุจิ” (Kinkaku-Ji) หรือที่ชาวไทยนิยมเรียกกันติดปากว่า “วัดทอง” เป็นหนึ่งในไฮไลต์ไม่ควรพลาดเมื่อไปเยือนเมืองหลวงเก่า “เกียวโต” โดยเฉพาะศาลาสีทองอร่ามริมน้ำนั้น นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมืองก็ว่าได้ ซึ่งที่มาของชื่อเรียก วัดทอง ก็มาจากศาลาสีทอง หรือพลับพลาแห่งนี้นั่นเอง

ท่ามกลางบรรยากาศแบบสวนนิกายเซน ศาลาสีทองยิ่งสะท้อนความวิจิตรอย่างโดดเด่น แต่เดิมศาลาหลังนี้เคยเป็นบ้านพักตากอากาศของรัฐบุรุษ ต่อมาเป็นสมบัติของโชกุน “อาชิกางะ โยชิมิตสึ” (ใครที่เคยชมการ์ตูน อิคคิวซัง เณรน้อยเจ้าปัญญา คงคุ้นชื่อกันดี) ก่อนที่บุตรชายของโชกุนจะยกให้เป็นส่วนหนึ่งของวัดนิกายเซน สายรินไซ ในเวลาต่อมา


พลับพลาแห่งนี้เคยถูกพระที่สติไม่ดีเผาทำลายเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ก็บูรณะสร้างกลับมาใหม่ให้งดงามได้ดังเดิม เปรียบกับสัญลักษณ์ด้านบนหลังคาที่เป็นรูปปั้นนกฟินิกซ์สีทอง ที่แม้จะโดนเพลิงแผดเผาก็ฟื้นคืนชีพกลับมาเป็นอมตะ


สำหรับการชมไฮไลต์ของวัด คือ ศาลาทองหลังนี้นั้น สามารถชมได้จากระยะไกล (ตามภาพที่ลิซ่าโพส) แต่หากใครอยากชมใกล้ๆ ต้องเดินอ้อมไปด้านข้างตามเส้นทางเดินบังคับ โดยสามารถเข้าไปชมได้ใกล้ๆ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ศาลาทอง เนื่องจากเพื่อการปกป้องให้สถานที่แห่งนี้คงอยู่ไม่นานๆ สมกับเป็นหนึ่งในวัดมรดกโลกของเมืองเกียวโต

รูปแบบสถาปัตยกรรมชั้นแรกสร้างในสไตล์ชินเด็น (Shinden) เป็นอาคารสำหรับพระราชวังในสมัยเฮอัน ชั้นสองสร้างขึ้นในสไตล์บุกเกะ (Bukke) ซึ่งใช้ในที่พักอาศัยของซามูไร ภายนอกหุ้มด้วยทองคำเปลวทั้งหมด ส่วนชั้นที่สามและชั้นบนสุดถูกสร้างขึ้นในสไตล์เซนแบบจีน ปิดทองทั้งภายในและภายนอก ด้านบนสุดของพลับพลาประดับด้วยนกฟีนิกซ์สีทอง


หลังจากชมวัดคินคะคุจิจากอีกฝั่งของสระน้ำแล้ว นักท่องเที่ยวจะเดินผ่านอดีตที่พำนักของเจ้าอาวาส ซึ่งเรียกว่า โฮโจ จากนั้นเส้นทางจะวกกลับไปยังด้านหลังของวัดคินคะคุจิ ก่อนนำเข้าสู่สวนของวัด ซึ่งยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมจากสมัยของโชกุนโยชิมิตสึไว้ ภายในสวนยังมีจุดน่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น สระอันมินทาคุ ซึ่งเชื่อกันว่าไม่เคยแห้งขอด และรูปปั้นต่างๆ ที่ผู้คนนิยมโยนเหรียญใส่เพื่อขอให้โชคดี


เมื่อเดินต่อไปตามเส้นทางในสวน จะพบกับโรงน้ำชาซึ่งสร้างเพิ่มเติมในบริเวณวัดคินคะคุจิในสมัยเอโดะ ส่วนบริเวณด้านนอกทางออกมีร้านขายของที่ระลึก สวนชาเล็ก ๆ ที่ผู้เข้าชมสามารถดื่มชาเขียวมัทฉะพร้อมขนมหวาน และหอฟุโดะ ซึ่งเป็นอาคารวิหารขนาดเล็กที่ประดิษฐานรูปปั้นฟุโดเมียวโอ หนึ่งในห้าราชาแห่งปัญญา ผู้ทำหน้าที่พิทักษ์พระพุทธศาสนา

วัดเปิดให้ชมทุกวัน 9.00-17.00 น.
มีค่าธรรมเนียมการเข้าชม 500 เยน


การเดินทาง รถบัสสาย 205 ขึ้นจากสถานีเกียวโต
หรือ นั่งรถไฟจากสถานีเกียวโต ไป สถานีรถไฟใต้ดิน Karasuma Line ไปที่ Kitaoji Station แล้วต่อรถแท็กซี่ หรือรถบัสสาย 204 หรือ สาย 205