ทุกวันที่ 14 ตุลาคม คนรักของหวานทั่วโลก (โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา) จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมในการกินของหวานโดยไม่รู้สึกผิด เพราะวันนี้ คือ “National Dessert Day” หรือ วันแห่งของหวานแห่งชาตินั่นเอง
แม้ที่มายังคลุมเครือแตกต่างจากวันแห่งชาติอื่นๆ ที่มักมีผู้ก่อตั้ง หรือมีเหตุการณ์ชัดเจน เพราะ National Dessert Day ไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่แหล่งข้อมูลหลายแห่งระบุว่าวันนี้เริ่มเป็นที่รู้จักและกล่าวถึงอย่างกว้างขวางผ่านบล็อกอาหารและโซเชียลมีเดียในช่วงทศวรรษ 1990- 2000
แต่ “ของหวาน” มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาก เช่น สูตรแอปเปิลพายเก่าแก่ที่สุดที่บันทึกไว้ต้องย้อนไปถึงอังกฤษในศตวรรษที่ 14 และการค้าน้ำตาลทั่วโลกในเวลาต่อมาก็ช่วยจุดประกายให้ของหวานกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมอาหารในหลายทวีป รวมถึงประวัติศาสตร์ไทย ก็ว่ากันว่ามีขนมไทยดั้งเดิมมานับพันปี และเริ่มมีความแพร่หลายในสมัยกรุงศรีอยุธยา
ส่วนคำว่า “dessert” ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศสว่า “desservir” แปลว่า “เคลียร์โต๊ะ” หรือนำอาหารจานหลักออกไป ในวัฒนธรรมการรับประทานอาหารแบบยุโรปสมัยก่อน เมื่ออาหารคาวถูกนำออกจากโต๊ะ ของหวานจะถูกนำมาเสิร์ฟเป็นตอนจบ กลายเป็นธรรมเนียมที่แพร่หลายและพัฒนามาจนถึงทุกวันนี้
สำหรับ National Dessert Day จึงเป็นวันที่สะท้อนถึงบทบาทของของหวานในชีวิตประจำวัน ของหวานมักเชื่อมโยงกับความทรงจำดีๆ ไม่ว่าจะเป็นเค้กวันเกิด ไอศกรีมหลังเลิกเรียน หรือขนมที่คนในครอบครัวเคยทำให้กิน ของหวานจึงเป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่ไม่ต้องยิ่งใหญ่แต่สร้างรอยยิ้มได้เสมอ
วิธีฉลอง National Dessert Day ที่ง่ายที่สุด คือ เลือกของหวานที่ชอบแล้วกินให้เต็มที่ โดยให้วันนี้เป็นวันเตือนความรู้สึกในการเปิดใจรับความสุขง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้หนึ่งชิ้น ไอศกรีมแท่งเล็กๆ ขนมหวานหนึ่งถ้วย หรือการได้กินของหวานร่วมกับคนที่เรารัก


