xs
xsm
sm
md
lg

อุโมงค์เก็บน้ำใต้ดิน “เยเรบาตัน” อาณาจักรใต้พิภพแห่งเมืองอิสตันบูล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ย่านสุลต่านอาห์เมตที่แสนคึกคักของกรุงอิสตันบูล เมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศทูร์เคีย (ตุรกี) ใต้ผืนดินลึกลงไปหลายสิบเมตร มีสถานที่เสมือนอาณาจักรใต้พิภพที่เรียงรายด้วยเสาหินอ่อนกว่า 300 ต้น และเป็นหนึ่งในโครงสร้างวิศวกรรมอันน่าทึ่งจากยุคไบแซนไทน์ คือ “เยเรบาตัน” (Yerebatan) หรือ “Basilica Cistern” อุโมงค์เก็บน้ำใต้ดินขนาดมหึมา


“อุโมงค์น้ำแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล”
ชื่อ “Basilica Cistern” มาจากตำแหน่งที่ตั้ง เดิมทีพื้นที่นี้เคยเป็นที่ตั้งของ Stoa Basilica จัตุรัสสาธารณะขนาดใหญ่ในสมัยโรมันและต้นยุคไบแซนไทน์ เคยเป็นศูนย์กลางการค้า กฎหมาย และกิจกรรมทางศิลปะ หลังจากเกิดจลาจลในปี ค.ศ. 532 ซึ่งสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับ “กรุงคอนสแตนติโนเปิล” ชื่อเมืองในยุคนั้น จักรพรรดิจัสติเนียนที่ 1 จึงสั่งสร้างและขยายระบบเก็บน้ำใต้ดินแห่งนี้ขึ้นมาใหม่บนซากของจัตุรัสเดิม

งานก่อสร้างใช้แรงงานจำนวนมาก แหล่งข้อมูลโบราณระบุว่าใช้แรงงานทาสราว 7,000 คน สร้างอ่างเก็บน้ำใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง มีพื้นที่ประมาณ 9,800 ตารางเมตร สามารถจุน้ำได้ราว 80,000 ลูกบาศก์เมตร โดยน้ำถูกส่งมาจากแหล่งน้ำในป่าเบลกราดทางเหนือของเมือง ผ่านระบบท่อและสะพานส่งน้ำยาวหลายกิโลเมตร

ภายในมีเสาหินอ่อนและหินแกรนิตสูง 9 เมตร เรียงเป็น 12 แถว แถวละ 28 ต้น หลายต้นนำมาจากอาคารโบราณที่ถูกทำลาย หัวเสามีทั้งสถาปัตยกรรมแบบโครินเธียนและดอริก ผนังหนาถูกฉาบด้วยปูนกันน้ำแบบโบราณ ทำให้โครงสร้างนี้ทั้งแข็งแรงและกันน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ น้ำจากที่นี่ถูกใช้ส่งต่อไปยังพระราชวัง และอาคารสำคัญโดยรอบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหรือเมื่อเมืองถูกปิดล้อมจากสงคราม

Photo: www.yerebatan.com
"การเสื่อมสลาย สูญหาย และการค้นพบใหม่”
หลังจากจักรวรรดิไบแซนไทน์เสื่อมอำนาจและถูกพิชิตโดยกองทัพออตโตมันในปี ค.ศ.1453 อุโมงค์แห่งนี้ยังถูกใช้งานอยู่อีกระยะหนึ่งเพื่อส่งน้ำไปยังสวนของพระราชวัง Topkapı แต่เมื่อชาวออตโตมันพัฒนาระบบน้ำไหลจากท่อและน้ำพุขึ้นมาใหม่ การพึ่งพาแหล่งน้ำนิ่งใต้ดินก็ลดลง เยเรบาตันจึงค่อยๆหมดความสำคัญและถูกลบเลือนไปตามกาล

กระทั่งกลางศตวรรษที่ 16 นักวิชาการชาวฝรั่งเศส "Petrus Gyllius” เดินทางมาสำรวจโบราณสถานของคอนสแตนติโนเปิล และได้ยินชาวบ้านเล่าว่า สามารถตักน้ำจากใต้บ้านได้ Gyllius จึงสำรวจไปจนพบทางเข้าอุโมงค์และบันทึกภาพของสถานที่แห่งนี้ไว้อย่างละเอียด การค้นพบครั้งนั้นจึงทำให้อุโมงค์น้ำจากยุคโบราณ กลับมาสู่ความสนใจของโลกอีกครั้ง

Photo: www.yerebatan.com
“หัวเมดูซ่าและความลึกลับที่ไร้คำตอบ”
นอกจากความอลังการภายในอุโมงค์น้ำยักษ์ใต้ดินแล้ว หนึ่งในจุดที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด คือ ฐานเสาสองต้น ซึ่งแกะสลักเป็นศีรษะของเมดูซ่าจากเทพนิยายกรีก ศีรษะหนึ่งถูกวางคว่ำลง อีกศีรษะหนึ่งวางตะแคง นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นหินที่นำมาใช้ซ้ำจากโครงสร้างโรมันเก่า เพื่อปรับความสูงของเสาให้พอดี

อย่างไรก็ตามตำนานท้องถิ่นและเรื่องเล่าของนักท่องเที่ยวมักเชื่อมโยงกับการที่คริสต์ศาสนาต้องการทำให้พลังของเทพนอกรีตอ่อนกำลังลง โดยการพลิกศีรษะของสิ่งมีชีวิตที่เคยมีอำนาจทำให้ผู้คนกลายเป็นหิน

แต่ไม่ว่าคำอธิบายใด การคงอยู่ของศีรษะเมดูซ่าในความมืดใต้ดิน ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ทั้งน่าเกรงขาม และงดงามลึกลับคู่กับสถานที่แห่งนี้ไปโดยปริยาย


“การบูรณะและการเป็นแหล่งท่องเที่ยว”
ในช่วงทศวรรษ 1980 ทางการอิสตันบูลได้ทำความสะอาดโคลนกับตะกอนครั้งใหญ่ พร้อมติดตั้งทางเดินยกสูง และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ.1987

โดยความงามลึกลับแห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดัง เช่น เจมส์ บอนด์ ตอน From Russian with Love (1963), รหัสลับดาวินชี ตอน Inferno (2016)

ต่อมาในช่วงปี 2020–2022 มีการบูรณะครั้งใหญ่เพื่อเสริมความแข็งแรงต่อแผ่นดินไหว เปลี่ยนวัสดุยึดเสา และปรับปรุงระบบแสงไฟ ทำให้บรรยากาศภายในมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น ซึ่งจวบจนปัจจุบัน อุโมงค์เก็บน้ำใต้ดิน “เยเรบาตัน” ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมที่สุดของอิสตันบูล ที่นอกจากความสวยงามของโบราณสถานแล้วยังสะท้อนถึงการออกแบบเพื่อใช้ทรัพยากรน้ำอย่างชาญฉลาดของคนยุคก่อนได้เป็นอย่างดี


วันเวลาเปิดเข้าชม
รอบกลางวัน (Daytime Standard Entry): 9:00 – 18:30 น.
รอบกลางคืน (Night Shift Special Experience): 19:30 – 22:00 น. (การเข้าชมรอบค่ำจะมีการแสดงแสงสีและดนตรีบรรยากาศพิเศษ
บัตรเข้าชม ประมาณ 2,000 - 2,250 ลีราตุรกี (ประมาณ 1,400-1,500 บาท)