"ขนมไหว้พระจันทร์" รูปร่างทรงกลมที่เราคุ้นเคยกันใน "เทศกาลไหว้พระจันทร์" ที่หมุนเวียนมาในทุกๆ ปี มีความสำคัญมากกว่าการเป็นขนมที่จะซื้อมากินเองในบ้าน หรือซื้อฝากคนรู้จักให้ได้ชิมของอร่อยๆ
ขนมชิ้นเล็กๆ นี้มีตำนานและความเป็นมาอย่างไร มาทำความรู้จักกันให้มากขึ้น
"เทศกาลไหว้พระจันทร์" หรือ "เทศกาลจงชิว" เป็นหนึ่งในแปดสารทใหญ่ของชาวจีนที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน จะมีขึ้นในวันเพ็ญเดือนแปดตามปฏิทินจีน (ปีนี้ตรงกับวันที่ 25 ก.ย.69) ซึ่งเป็นช่วงกลางฤดูกาลใบไม้ร่วง และเป็นการเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เพิ่งเสร็จสิ้นไป โดยสำหรับคนจีนมีความเชื่อว่าดวงจันทร์เป็นตัวแทนของเพศหญิง มีความนุ่มนวล สงบร่มเย็น และยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความรัก
หากว่ากันถึงตำนานและเรื่องเล่าใน "เทศกาลไหว้พระจันทร์" ที่เล่ากันอย่างแพร่หลายเห็นจะเป็นตำนานของ “เทพธิดาฉางเอ๋อ” ซึ่งเป็นเรื่องราวของ ฉางเอ๋อ หญิงงามนางหนึ่ง ได้กินยาวิเศษเข้าไป ก็สามารถเหาะเหินขึ้นไปอยู่บนดวงจันทร์ จากนั้นก็กลายเป็นอมตะ และเป็นเทพธิดาแห่งพระจันทร์ เล่ากันว่านางเป็นเทพธิดาที่มีความเมตตาอย่างมาก เมื่อถึงฤดูกาลเพาะปลูกก็จะพรมน้ำอมฤตลงมาบนพื้นโลก ทำให้ชาวไร่ชาวนามีน้ำในการเพาะปลูก ผู้คนจึงแสดงความกตัญญูต่อเทพธิดาด้วยการทำขนมพิเศษเพื่อนำไปเป็นเครื่องสักการะ
นอกจากนี้ก็ยังมีตำนานที่แตกต่างกันออกไปบ้าง แต่ก็ยังมีแนวคิดหลักคือความงดงามและจิตใจที่เมตตาของเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ จึงกลายเป็นธรรมเนียมที่จะต้องสักการะ แสดงความกตัญญูต่อดวงจันทร์
ส่วน “ขนมไหว้พระจันทร์” นั้น ถือเป็นของสำคัญสำหรับเซ่นไหว้พระจันทร์ในเทศกาลนี้ ในภาษาจีนกลางเรียกว่า “เย่วปิ่ง”
คำว่า "เย่ว์" หมายถึง พระจันทร์ "ปิ่ง" หมายถึง ของกินทรงแบนในรูปแบบปิ้ง ย่าง เผา อบ ซึ่ง "ปิ่ง" ของจีนทํามาจากส่วนผสมหลากหลายชนิด ส่วนมากทํามาจากข้าว มีทั้งใส่ไส้ และไม่ใส่ไส้ ขนมไหว้พระจันทร์มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายกับดวงจันทร์ จึงเรียกว่า “เย่ว์ปิ่ง”
มีตำนานเล่าว่า เดิมทีขนมไหว้พระจันทร์ มีชื่อเรียกว่า “หูปิ่ง” หมายถึง ขนมเปี๊ยะวอลนัต เป็นขนมอบของจีนทําจากงาและวอลนัต สาเหตุของการเปลี่ยนชื่อมีเรื่องเล่าว่า ในคืนวันไหว้พระจันทร์ปีหนึ่ง จักรพรรดิถังเสวียนจงปรารภออกมาว่า ชื่อ “หูปิ่ง” ไม่ไพเราะ ขณะนั้นหยางกุ้ยเฟย ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อัครมเหสีของพระองค์ ได้นั่งชมจันทร์อยู่เคียงข้างพระองค์ ก็เปรยขึ้นมาว่า “เย่ว์ปิ่ง” ที่แปลว่า ขนมเปี๊ยะพระจันทร์ ตั้งแต่นั้นมาจึงใช้ชื่อนี้เรียกแทน “หูปิ่ง"
หนึ่งในบันทึกที่กล่าวถึงขนมไหว้พระจันทร์ ที่คนคุ้นเคยกันมากที่สุด สำหรับที่มาของการรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ในคืนวันไหว้พระจันทร์ กล่าวคือ สมัยปลายราชวงศ์หยวน มีตํานานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์ว่า มองโกลเข้ายึดครองแผ่นดินใหญ่และปกครองชาวจีนอย่างเข้มงวด มีการออกกฏว่าคนจีน 3 ครอบครัว จะต้องเลี้ยงดูคนมองโกลอย่างดี 1 คน มีคําสั่ง ไม่ให้มีอาวุธติดบ้าน แม้แต่มีดทําครัวก็ให้ใช้ร่วมกัน 3 ครอบครัวต่อหนึ่งเล่ม อีกทั้งยังมีทหารมองโกล เข้ามาควบคุม 10 ครอบครัวต่อหนึ่งคน ไม่ให้มีโอกาสทําอาวุธหรือชุมนุมปรึกษาหารือกันภายในได้
ชาวจีนเจ็บแค้นมากต่างคิดจะโค่นล้มมองโกล แต่ก็ไม่รู้ติดต่อกันได้อย่างไร ต่อมาในปีหนึ่งถึงวันใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์ จางสื้อเฉิงผู้นําในการต่อต้านมองโกลคนหนึ่งได้คิดจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ขึ้น จึงมีการทําขนมไหว้พระจันทร์ที่จงใจออกแบบให้เป็นขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนาเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นที่ซ่อนเอกสารในการติดต่อกัน ภายในสารระบุไว้ว่าเที่ยงคืนของวันเพ็ญเดือนแปด ซึ่งเป็นคืนที่กําหนดให้มีงานไหว้พระจันทร์นัดหมายให้ทุกครอบครัวลงมือพร้อมกันฆ่าผู้คุมชาวมองโกล แล้วให้ธรรมเนียมแลกเปลี่ยนแลกขนมเปี๊ยะกันระหว่างญาติมิตรเป็นการตบตาพวกมองโกลได้อย่างแนบเนียน จนถึงคืนวันนั้นหลังจากทุกคนรับประทานขนมไหว้พระจันทร์เสร็จแล้ว ทุกครอบครัวคว้าอาวุธเท่าที่เตรียมหาไว้ได้ จับผู้คุมชาวมองโกลจากนั้นจึงโค่นล้มราชวงศ์หยวนได้สําเร็จ
ขนมไหว้พระจันทร์ที่เห็นกันในทุกวันนี้มีให้เลือกอยู่หลากหลายไส้ ตามแต่ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ทำ ไม่ว่าจะเป็น ไส้ทุเรียน ไส้คัสตาร์ด ไส้ชาเขียว ไส้กาแฟ ไส้ผลไม้ต่างๆ เป็นต้น แต่สำหรับไส้ดั้งเดิมที่ทำกันมาอย่างยาวนานนั่นก็คือ “โหงวยิ้ง” หรือไส้ธัญพืช 5 ชนิด ที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ แทนความหมายเป็นสัญลักษณ์ของโชคลาภ มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ และความอุดมสมบูรณ์
ด้าน "ขั้นตอนการไหว้พระจันทร์" ก็คล้ายกับการไหว้ในเทศกาลอื่นๆ ซึ่งเดิมนั้นชาวจีนที่เป็นผู้ชายไม่นิยมไหว้พระจันทร์ เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่าพระจันทร์ถือเป็นธาตุของผู้หญิง ดังนั้นจึงให้เฉพาะผู้หญิงเป็นคนไหว้ แต่ปัจจุบันทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็สามารถไหว้พระจันทร์ได้ แต่มักให้ผู้หญิงเป็นคนเริ่มไหว้คนแรก
พิธีไหว้ก็จะเริ่มตั้งแต่การไหว้เจ้าในช่วงเช้า มีการไหว้บรรพบุรุษ และไหว้พระจันทร์ในตอนค่ำ โดยเริ่มไหว้ได้ตั้งแต่พระจันทร์ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า และควรไหว้ให้เสร็จก่อนที่พระจันทร์จะตรงหัว เมื่อเสร็จพิธีแล้วคนในครอบครัวจะมาตั้งวงแบ่งกันกินขนมไหว้พระจันทร์ โดยขนมจะต้องแบ่งให้เท่ากับจำนวนคนในครอบครัว และแต่ละชิ้นต้องมีขนาดเท่าๆ กัน ขนมไหว้พระจันทร์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี และความกลมเกลียวของคนในครอบครัว
#########################################
สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ [email protected] หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline


