xs
xsm
sm
md
lg

“พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี” มรดกแห่งความทรงจำ จากสองมือครูช่างศิลป์-ศิลปินแห่งชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วงการศิลปวัฒนธรรมไทยสูญเสียบุคคลสำคัญอีกครั้ง เมื่อ “จ่าทวี บูรณเขตต์” หรือ ร้อยตรี ดร.ทวี บูรณเขตต์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์–ช่างปั้นและช่างหล่อ) และผู้ก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี” จังหวัดพิษณุโลก ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 สิริอายุ 94 ปี

การจากไปของจ่าทวี ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียเพียงศิลปินแห่งชาติผู้สร้างสรรค์ผลงานพุทธศิลป์ หากยังเป็นการสูญเสีย “ครูช่าง” ผู้ใช้เวลาตลอดชีวิตเก็บรักษาความรู้ ภูมิปัญญา และเรื่องราวของผู้คนในอดีต ผ่านทั้งงานปั้น งานหล่อ และข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านนับจำนวนมาก


หนึ่งในผลงานที่ทำให้ชื่อของจ่าทวีเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือการสร้างพระพุทธรูปและประติมากรรมสำคัญจำนวนมาก รวมถึง “พระพุทธชินราชจำลอง” ผลงานที่สะท้อนความเชี่ยวชาญในงานช่างและความผูกพันกับพุทธศิลป์ของเมืองพิษณุโลก


ตลอดเส้นทางการทำงาน เขายังทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนรุ่นหลัง เพื่อให้ศาสตร์แห่งการปั้นและการหล่อแบบไทยยังคงมีผู้สืบทอด ไม่สูญหายไปพร้อมกับกาลเวลา


จ่าทวีใช้เวลาหลายสิบปีรวบรวมเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักสาน เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือประกอบอาชีพ เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจากพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนล่าง


สิ่งของเหล่านี้ในสายตาคนทั่วไปอาจเป็นเพียง “ของเก่า” ที่หมดหน้าที่ไปแล้ว แต่สำหรับจ่าทวี ทุกชิ้นล้วนมีเรื่องราว เพราะเครื่องมือหนึ่งชิ้นอาจบอกได้ว่าคนในอดีตประกอบอาชีพอย่างไร เครื่องใช้ในครัวเรือนอาจสะท้อนรูปแบบการดำรงชีวิต ขณะที่เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือเครื่องประดับ ก็สามารถบอกถึงรสนิยม ความเชื่อ และโลกทัศน์ของผู้คนในแต่ละยุคสมัย

จากความคิดเช่นนี้จึงเกิดเป็น “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี” พื้นที่ที่ไม่ได้เก็บเพียงสิ่งของเก่า หากแต่เก็บ “ความทรงจำของผู้คน” เอาไว้ด้วย


พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีเปิดดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2526 จากจุดเริ่มต้นที่จ่าสิบเอกทวี บูรณเขตต์ ใช้เวลายาวนานกว่า 20 ปี ในการเสาะหาและซื้อเก็บรวบรวมสิ่งของต่างๆ ก่อนนำมาจัดแสดงและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ตามกำลังและโอกาสที่เอื้ออำนวย


หัวใจสำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือความตั้งใจให้เป็น “คลังแห่งความรู้” โดยเชื่อว่าสิ่งของเครื่องใช้แต่ละชิ้นสามารถสะท้อนวิถีชีวิต โลกทัศน์ และการดำรงชีวิตของคนไทยในอดีตได้อย่างมีความหมาย

เมื่อเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ จึงไม่ได้รู้สึกเหมือนกำลังชมของสะสมในตู้กระจกเท่านั้น หากเป็นเสมือนการค่อยๆ เปิดประตูย้อนกลับไปสู่อีกช่วงเวลาหนึ่งของสังคมไทย


ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งพื้นที่ออกเป็นอาคารต่างๆ รวม 5 หลัง แต่ละอาคารมีเรื่องราวและเนื้อหาที่แตกต่างกัน อาคารแรกเป็นสำนักงานและพื้นที่จำหน่ายของที่ระลึก ขณะที่อาคาร 2 เป็นเรือนไม้เก่า 2 ชั้น จัดแสดงวัตถุโบราณและเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่นพิษณุโลก ชั้นล่างมีทั้งภาพประวัติศาสตร์ แบบจำลองเรือและเรือนโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ สมุนไพร และยาโบราณ ส่วนชั้นบนจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของคนไทยในอดีต


อาคาร 3 เป็นอาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ท้องถิ่นและเรื่องราววิถีชีวิตชาวบ้าน โดยเฉพาะสิ่งของจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง อาทิ นครสวรรค์ สุโขทัย ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ และพิษณุโลก

ภายในมีตั้งแต่เครื่องสีข้าว เครื่องจักสาน ครัวไฟ ไม้นวดข้าว หินบดยา หม้อดิน กระต่ายขูดมะพร้าว โอ่ง หม้อน้ำ เครื่องมือจับสัตว์ ไปจนถึงเหรียญ ธนบัตร เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกาย


ชั้นบนยังรวบรวมเครื่องปั้นดินเผา เครื่องดนตรี ของเล่น เครื่องทองเหลือง อาวุธ เชี่ยนหมาก ชามเบญจรงค์ จานเชิง และโต๊ะเครื่องแป้ง สิ่งของเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนตัวละคร ที่ช่วยเล่าเรื่องชีวิตของผู้คนในอดีตอย่างเงียบๆ


ส่วนอาคาร 4 จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับ “ชาวโซ่ง” หรือชาวลาวโซ่ง หรือไทยทรงดำ โดยนำเสนอกรณีศึกษาชาวโซ่งบ้านแหลมมะค่า อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีบรรพบุรุษอพยพมาจากพื้นที่เพชรบุรีและราชบุรี

ภายในนิทรรศการสะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียมและความเชื่อที่สืบทอดกันมา เช่น “พิธีเสนเรือน” การเลี้ยงผีปู่ย่าตายาย และ “พิธีเสนอะนี” ซึ่งเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์เมื่อมีผู้เสียชีวิตในบ้าน


เรื่องราวเหล่านี้ทำให้พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมวัตถุแต่ยังเป็นพื้นที่รวบรวม คน ความเชื่อ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทย


ส่วนอาคาร 5 จัดเป็นห้องเฉลิมพระเกียรติและหอเกียรติยศ จ่าสิบเอก ดร.ทวี บูรณเขตต์ ถ่ายทอดประวัติชีวิตและผลงานของผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ตลอดชีวิตของจ่าทวี เขาทำหน้าที่อยู่ในสองบทบาทที่ดูแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง


บทบาทหนึ่งคือ “ช่างศิลป์” ผู้สร้างพระพุทธรูปและประติมากรรมด้วยมือ อีกบทบาทหนึ่งคือ “นักอนุรักษ์ความทรงจำ” ผู้เก็บรักษาข้าวของธรรมดาของผู้คนเอาไว้ไม่ให้สูญหาย


วันนี้ แม้จ่าทวี บูรณเขตต์ ได้จากไปแล้ว แต่พระพุทธรูปและผลงานช่างที่เขาสร้างยังคงอยู่ ขณะที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวียังคงทำหน้าที่เก็บรักษาเรื่องราวของผู้คนรุ่นก่อนเอาไว้ และนั่นอาจเป็นมรดกชิ้นสำคัญที่ “จ่าทวี บูรณเขตต์” ฝากไว้ให้กับแผ่นดิน

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ [email protected] หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline