xs
xsm
sm
md
lg

ชุ่มฉ่ำ "บ่อเกลือ-สะปัน-ห้วยโทน-ปัว" เสน่ห์น่านหน้าฝน เมืองในอ้อมกอดขุนเขา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เสน่ห์น่านหน้าฝน เมืองในอ้อมกอดขุนเขา
เติมความชุ่มฉ่ำช่วงกรีนซีซัน กับการออกเดินทางท่องเที่ยวเมือง “น่าน” รับความสดชื่นจากขุนเขาที่ "บ่อเกลือ-สะปัน-ปัว" ชมความเขียวชอุ่ม วิวภูเขาสวยๆ นาขั้นบันได และอิ่มเอมใจกับบรรยากาศรอบๆ ตัว

“กรีนซีซัน” เป็นอีกฤดูกาลหนึ่งที่เมืองไทยสวยน่าเที่ยว ด้วยมนต์เสน่ห์ของขุนเขาป่าไพรเขียวสดใส นาไร่เขียวขจี สายน้ำตกชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย ยิ่งได้ขึ้นไปชมวิวสวยๆ ในมุมกว้างก็ยิ่งอิ่มใจ

ทริปนี้เลยขอจัดกระเป๋า เดินทางขึ้นเหนือมาที่ “น่าน” ดินแดนล้านนาตะวันออก ไปสัมผัสความโรแมนติกแบบชุ่มฉ่ำกันในโซนน่านเหนือ ที่นอกจากจะน่าเที่ยวในช่วงไฮซีซัน (ราวเดือน พ.ย.-ก.พ.) ช่วงกรีนซีซันแบบนี้ก็มีเสน่ห์ไม่น้อย

ถนนโค้งเลข 3
ออกเดินทางจากตัวเมืองน่านไปทางเหนือ มุ่งหน้าสู่ “อ.บ่อเกลือ” จะต้องผ่าน “โค้งเลข 3” จุดเช็คอินยอดฮิตอีกจุดหนึ่ง ของน่าน “โค้งเลข 3” หรือ “ถนนเลข 3” คือทางหลวงหมายเลข 1081 เส้นทางสายปัว - สันติสุข – บ่อเกลือ – เฉลิมพระเกียรติ ในพื้นที่บ้านดอนมูล-หลักลาย ช่วงกม. ที่ 38+200 – 38+500

บริเวณจุดชมวิวนั้นจะมองเห็นถนนเป็นเส้นโค้งคล้ายกับเลข 3 ระหว่างสองข้างทางคือวิวของภูเขาและต้นไม้สีเขียว มีพื้นที่ให้จอดรถ และจุดยืนชม มีบริการถ่ายภาพสวยๆ กับโค้งเลข 3 (ค่าบริการแล้วแต่จะให้) มีร้านขายของฝากเล็กๆ และอาหาร เครื่องดื่ม มีห้องน้ำให้บริการ

บ่อเกลือภูเขาโบราณ

เกลือภูเขา
แวะยืดเส้นยืดสายกันแล้วก็มุ่งหน้าต่อไปยังบ่อเกลือ มาที่ “บ้านบ่อหลวง” เพื่อชมความน่าทึ่งของ “บ่อเกลือภูเขา” หรือเกลือสินเธาว์อายุเก่าแก่กว่า 800 ปี ที่ทุกวันนี้ชาวบ้านยังคงสืบทอดภูมิปัญญาการทำเกลือโบราณเอาไว้ โดยใช้วิธีตักน้ำจากบ่อเกลือขึ้นมาต้มในกระทะขนาดใหญ่ เคี่ยวด้วยฟืนไม้นาน 4-5 ช.ม. จนน้ำระเหยและเกล็ดเกลืองวดขึ้น จากนั้นจึงช้อนเกล็ดเกลือขึ้นมาใส่ในตะกร้าแขวนไว้เหนือกระทะ จากนั้นก็จะนำมาบรรจุถุงวางขาย เราจะได้เห็นกระบวนการทำเกลือแบบโบราณที่ชาวบ้านยังคงรักษาวิธีการรวมถึงขนบธรรมเนียม ความเชื่อและข้อปฏิบัติต่างๆเกี่ยวกับการทำเกลือ ที่เป็นปัจจัยสำคัญให้การเกลือโบราณที่นี่ยังดำรงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ โดยช่วงพิธีกรรมที่สำคัญทำมาโดยตลอดไม่เคยขาดใน พิธีแก้ม (พิธีบวงสรวงเจ้าหลวงบ่อ) วันแรม 9 ค่ำ ของเดือน 5 เพื่อแสดงถึงการเคารพสิ่งศักดิ์เจ้าหลวงต่างๆ ที่ปกปักรักษาบ่อเกลือมาเป็นเวลาช้านาน

ในช่วงนี้ที่เป็นช่วงเข้าพรรษา การทำเกลือที่บ่อเกลือจะเว้นช่วงไปเป็นเวลา 3 เดือน แต่กระนั้นเราก็สามารถที่จะเดินเล่นชมบ่อเกลือโบราณริมแม่น้ำมางภายในหมู่บ้านได้ และยังสามารถเลือกซื้อเกลือภูเขาที่ผลิตจากแหล่งกันแบบสดใหม่ โดยเกลือเหล่านี้ได้เติมไอโอดีนแล้วเรียบร้อย

รฤก บ่อเกลือ
เดินเล่นชมบ่อเกลือโบราณและบรรยากาศสงบๆ ในหมู่บ้าน แล้วก็เห็นป้ายแช่เกลือภูเขา แช่เท้าสมุนไพร เลยแวะมาที่ “รฤก บ่อเกลือ” โดยที่ร้านนี้มีให้แช่เท้าด้วยสมุนไพรและนวดเท้าเพื่อผ่อนคลาย สอบถามได้ความว่าสมุนไพรที่ใช้นี้เป็นสมุนไพรพื้นถิ่นที่มีปลูกอยู่ทั่วไปในหมู่บ้าน รวมกับสมุนไพรที่ต้องเก็บจากป่า นำมาเคี่ยวตามกรรมวิธี ก่อนจะนำมาผสมกับน้ำอุ่นจัดเพื่อแช่เท้า พอได้เวลาก็สลับไปแช่น้ำเย็น แล้วกลับมาแช่น้ำอุ่นอีกครั้ง จากนั้นก็จะสครับด้วยเกลือสปา ต่อด้วยการนวดผ่อนคลาย เรียกว่าเท้าและขาหายปวดหายตึงจากการนั่งรถขึ้นเขามานาน และที่ร้านยังมีผลิตภัณฑ์จากเกลือภูเขาให้เลือกสรรซื้อกลับบ้านอีกมากมาย (Facebook : รฤกบ่อเกลือ)

รฤก บ่อเกลือ

แช่เท้าสมุนไพร

สครับด้วยเกลือสปา

ทุ่งนากลางหมู่บ้านสะปัน
จากบ่อเกลือ ขึ้นรถเดินทางต่อขึ้นมาอีกราวๆ 10 กิโลเมตร มาสัมผัสทิวทัศน์สวยๆ ที่ “หมู่บ้านสะปัน” หมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ริมลำธารต้นสายแม่น้ำว้า ซึ่งเป็นธารสายหลักของหมู่บ้าน ลำน้ำว้าบริเวณนี้ไม่ได้ลึกหรือกว้างมากนัก ลักษณะเป็นลำธารงดงามมีโขดหิน นอกจากนั้นในหมู่บ้านยังมีทิวทัศน์ของทุ่งนาและภูเขาที่สวยงามหลายจุด ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาน้อยใหญ่ของดอยภูคา

เดิมสะปันเป็นชุมชนเกษตรอันสงบงาม ชาวบ้านส่วนใหญ่ ทำไร่ ทำนา ปลูกพืชผัก และค่อนข้างเป็นเมืองปิดที่การเดินทางเข้าถึงลำบาก ต้องเดินทางผ่านขุนเขาสูงชัน ถนนคดเคี้ยวเลี้ยวโค้ง และที่สำคัญคือต้องตั้งใจไป

สะปันในยุคแรกๆ ที่เริ่มเปิดการท่องเที่ยวเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว จึงถูกยกเป็นดัง “หมู่บ้านโรแมนติกกลางขุนเขา” ที่โดนใจนักท่องเที่ยวสายสโลว์ไลฟ์ สายปลีกวิเวก ที่นิยมความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่าย ความดิบเรียล แต่ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หลังสะปันเริ่มเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น รวมถึงอิทธิพลของโลกโซเชียล ทำให้บ้านสะปันจากเดิมที่เป็นเมืองค่อนข้างปิด กลายเป็นหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวมาแรงที่เต็มไปด้วยที่พัก ร้านอาหาร และคาเฟ่หลากหลาย ที่ผุดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

บรรยากาศยามเช้าที่สะปัน

วิวจากที่พักในสะปัน
ในหมู่บ้านสะปัน มีจุดท่องเที่ยวหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น “น้ำตกสะปัน” น้ำตกขนาดกลาง มี 3 ชั้น ทางเข้าจุดเดินเท้าสู่ตัวน้ำตกอยู่ห่างจากหมู่บ้านสะปัน 350 เมตร จากนั้นจะเป็นเส้นทางเดินสู่ตัวน้ำตกชั้นต่าง ๆ ระยะทางประมาณ 800 เมตร “วัดสะปัน” อายุเก่าแก่หลายร้อยปี มีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชมและกราบสักการะ อย่างเช่น โบสถ์ที่ให้สีออกโทนชมพู ภายในมี หลวงพ่อยิ่งยอดดอยสะปัน เป็นองค์พระประธาน และ พระไชยมงคล พระพุทธรูปกลางแจ้งองค์สีขาวเด่น “สะพานโอโซน” เป็นจุดเช็กอิน ชมแม่น้ำว้าที่ไหลผ่านกลางหมู่บ้าน เป็นต้น

หากเลือกมานอนพักที่สะปัน ปัจจุบันก็มีทั้งรีสอร์ทและโฮมสเตย์ให้เลือกหลายแห่งหลายสไตล์ บ้างก็เป็นวิวลำน้ำ บ้างก็เห็นวิวภูเขารอบๆ ตัว แต่ไฮไลต์สำคัญในช่วงกรีนซีซันแบบนี้คือ การตื่นเช้ามารอชมสายหมอกที่ลอยไหลไต่ระเรี่ยหยอกล้อกับขุนเขาเขียวขจี

คีรีวารี อาร์ต แกลเลอเรีย เวลเนส
แวะผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจที่สะปัน ชมธรรมชาติรอบตัวแบบใกล้ชิด แล้วก็มาที่ “คีรีวารี อาร์ต แกลเลอเรีย เวลเนส” ที่นี่มีกิจกรรมให้เราได้ผ่อนคลาย ทั้งการชมงานศิลปะ ดูวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ หรือจะเป็น “Contrast Therapy” การแช่น้ำอุ่นและน้ำเย็น เพื่อให้ร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ตื่นตัว ลดความเมื่อยล้าจากการใช้ร่างกายหนักๆ ได้ และกิจกรรม “Sound Healing” ฟังเสียงกังวาลของขันทิเบต และเสียงธรรมชาติของหมู่บ้านสะปัน ให้เราได้รู้สึกสึกผ่อนคลาย สงบจิตใจ

Contrast Therapy

Sound Healing

เส้นทางขึ้นสู่บ้านห้วยโทน
นอกจากหมู่บ้านสะปัน ตอนนี้ยังมีอีกแหล่งท่องเที่ยวมาแรงของน่านก็คือ “บ้านห้วยโทน” ที่อยู่สูงขึ้นไปจากสะปันอีกราว 10 กิโลเมตร

“บ้านห้วยโทน” หมู่บ้านโดด ๆ บนขุนเขา ตั้งอยู่บริเวณหลังคาจังหวัดน่านติดกับ สปป.ลาว บนความสูงกว่า 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล

ในอดีตชาวบ้านห้วยโทนดำรงวิถีแบบดั้งเดิม มีการปลูกไร่ข้าวหมุนเวียน มีการบุกรุกทำลายป่า จนเกิดปัญหาภูเขาหัวโล้นตามมา จนเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ทางภาครัฐได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้กับชาวชุมชนบ้านห้วยโทน ภายใต้ชื่อ “โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงบ่อเกลือ” มีการนำองค์ความรู้ด้านการเกษตรมาช่วยมาเพิ่มผลผลิตข้าว มีการส่งเสริมอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยระบบการเกษตรปลอดภัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ช่วยลดพื้นที่ไร่หมุนเวียน กระทั่งปัจจุบันบ้านห้วยโทนถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งปลูกกาแฟชั้นดีของเมืองไทย เนื่องจากพื้นที่ปลูกกาแฟตั้งอยู่บนที่สูงราว 1,200-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล และสภาพพื้นที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

บ้านห้วยโทน หมู่บ้านโดดๆ บนภูเขา

กาแฟห้วยโทน
หากใครจะขึ้นมาเที่ยวที่บ้านห้วยโทน แนะนำให้ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ และผู้ขับต้องมีความชำนาญในการขับรถขึ้นบนดอยสูง โดยมีรถของชุมชนให้บริการรับ-ส่ง จากสะปันสู่ห้วยโทน ให้บริการคันละ 1-8 คน คิวแรกเริ่มขึ้นห้วยโทนได้ตั้งแต่ 05.30 น. แต่แนะนำให้ขึ้นรถประมาณ 06.00 น. เมื่อมาถึงห้วยโทนจะได้ชมทะเลหมอกพอดี (หากอากาศเอื้ออำนวย) แต่ก็สามารถขึ้นมาเที่ยวบนห้วยโทนได้ตลอดทั้งวัน

เส้นทางจากสะปันสู่ห้วยโทน มีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 40-60 นาที (ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ขับขี่และสภาพถนนในช่วงนั้น ๆ) จากหมู่บ้านสะปันไปตามเส้นทางที่สมบุกสมบันเอาเรื่อง เพราะต้องขึ้นเขาสูงคดเคี้ยว มีโค้งหักศอกในบางช่วง และต้องเผชิญกับสภาพถนน 3 แบบ ทั้งถนนคอนกรีต ถนนลูกรัง และถนนที่เทคอนกรีตเป็น 2 สาย เฉพาะพอดีให้ล้อรถวิ่งไปตามทางแบบฉิวเฉียด

เส้นทางจากสะปันสู่ห้วยโทน

นาขั้นบันไดบ้านห้วยโทน
ระหว่างทางก็จะได้เห็นทิวทัศน์ขุนเขาเขียวขจี ผ่านชุมชนเล็กๆ ที่ได้เห็นชาวบ้านออกมาใช้ชีวิตตามปกติ และมีจุดให้แวะชมวิวสวยๆ หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น “นาขั้นบันไดบ้านห้วยโทน” เป็นจุดชมวิวไฮไลต์และภาพจำสำคัญของที่นี่ กับทิวทัศน์ทุ่งนาขั้นบันไดขนาดย่อม ที่ตั้งโดดเด่นท่ามกลางขุนเขาแวดล้อม มีสายหมอกลอยหยอกล้อ “กม. 4 แคมป์” เป็นจุดชมวิวที่มีการปรับแต่งพื้นที่อย่างสวยงามเป็นระเบียบ มีไฮไลต์คือวิวทุ่งนาขั้นบันได ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ นอกจากนี้ยังมีชิงช้าให้โยก ให้นั่งชมวิว และมีรถจี๊บโบราณ 2 คันตั้งเด่นเป็นพร็อพเก๋ ๆ ให้ถ่ายรูป ซึ่งนั่งท่องเที่ยวสามารถปีนขึ้นไปยืนโพสต์ท่าเท่ ๆ บนฝากระโปรงรถคันแรก และหลังคารถคันที่ 2 ได้ รวมถึงยังมีคาเฟ่ที่สามารถชิมกาแฟห้วยโทนได้ด้วย

และจุดไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือ “จุดชมวิวสูงสุดบ้านห้วยโทน” เป็นจุดสุดท้ายที่รถจะขึ้นมาถึงแล้ว มายืนอยู่ตรงนี้แล้วจะได้เห็นภูเขาเขียวอชุ่มที่เป็นทิวแถวยาวสลับซับซ้อน สลับกับชุมชนเล็กๆ ที่กระจุกตัวอยู่เป็นบางแห่ง สีเขียวของภูเขาตัดกับท้องฟ้าโปร่ง สูดอากาศสดชื่นเข้าไปให้เต็มปอดแล้วมองไปรอบๆ ตัว รู้สึกเหมือนว่าเราเป็นเพียงจุดเล็กๆ จุดหนึ่งท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่

นาขั้นบันไดบ้านห้วยโทน

กม. 4 แคมป์

กม. 4 แคมป์

กม. 4 แคมป์

จุดชมวิวสูงสุดบ้านห้วยโทน

จุดชมวิวสูงสุดบ้านห้วยโทน

พิพิธภัณฑ์ในดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่
เต็มอิ่มกับธรรมชาติแล้ว ลงจากเขาสูงมุ่งหน้าสู่ “ปัว” อีกอำเภอที่วิวสวยไม่แพ้กัน หลายคนมาปัวเพื่อจะมาชมวัดสวยๆ ไม่ว่าจะเป็น วัดต้นแหลง วัดร้องแง วัดภูเก็ต เป็นต้น แต่สำหรับการมาเยือนปัวในครั้งนี้ เราเน้นที่การมาพักผ่อนกับวิวสวยๆ และลงมือทำเวิร์กชอปผลิตภัณฑ์เด่นๆ ของน่านอย่าง เครื่องเงิน และผ้ามัดย้อม

เริ่มจากที่ “ดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่”ศูนย์หัตถกรรมที่ได้สืบสานศิลปหัตกรรมเครื่องประดับเงินจากบรรพบุรุษ ด้วยประสบการณ์ด้านเครื่องประดับเงินมากกว่า 70 ปี โดยเครื่องเงินเมืองน่านนั้นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมซึ่งสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความประณีตของช่างฝีมือท้องถิ่นได้อย่างน่าภูมิใจ

เครื่องเงินที่ดอยซิลเวอร์ แฟคตอรี่

เวิร์กชอปปั้นดินให้เป็นเงิน
ที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่ให้ความรู้เรื่องเครื่องเงิน มีร้านขายเครื่องเงินเมืองน่านในแบบต่างๆ ทั้งเครื่องประดับ แหวน สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ไปจนถึงกระเป๋า ของใช้ และของตกแต่งต่างๆ

แต่ถ้าใครอยากลงมือทำเครื่องเงินเป็นของตัวเอง ก็มีเวิร์กชอปปั้นดินให้เป็นเงิน (Clay to Silver) เปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นเครื่องประดับเงินแท้ 99% ด้วยมือตัวเองทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ปั้นดินเป็นรูปทรงตามที่ชอบ ช่างจะนำไปอบและเผา ก่อนจะออกมาเป็นผลงานเครื่องประดับเงินที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลกให้นำกลับบ้าน (Facebook : ดอยซิลเวอร์เฮอริเทจ)

ทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ
อีกหนึ่งเวิร์กชอปสนุกๆ คือการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติของแบรนด์ “ศรีมอน” (Srimorn Indigo) เรียนรู้เทคนิคการย้อมผสมสี การไล่เฉดสีที่เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของแบรนด์ มีทั้งการมัดย้อมด้วยเชือก การพับผ้า ใช้ไม้ประกบ จนถึงการเย็บเป็นเส้นหรือลวดลายต่างๆ ส่วนการย้อมจะใช้คราม ที่จะได้สีตั้งแต่ฟ้าอ่อนไปจนถึงน้ำเงินครามเข้ม (แล้วแต่ระยะเวลาในการย้อม) เสร็จแล้วก็จะได้ผ้าผืนสวยฝีมือตัวเองกลับไปใช้ที่บ้าน

โดยสถานที่ที่มานั่งทำผ้ามัดย้อมกันคือ “ต่อนยอนคาเฟ่ (Tonyon'cafe)” คาเฟ่เล็กๆ ในบ้านไม้สุดเก๋ ท่ามกลางทุ่งนาเมืองปัวที่มีฉากหลังเป็นภูเขาสูง เห็นเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีมุมน่ารักๆ ให้เลือกนั่งชมวิวจิบเครื่องดื่มอยู่หลายมุม และเดินเล่นอยู่ในร้าน มุมต่างๆ ก็จะมีคำคมชวนอมยิ้มประดับไว้

ผลงานผ้ามัดย้อม

ต่อนยอนคาเฟ่

ต่อนยอนคาเฟ่

พระธาตุแช่แห้ง
เต็มอิ่มกับขุนเขา ก่อนกลับเข้าเมืองกรุง แวะในตัวเมืองน่านมาสักการะ “พระธาตุแช่แห้ง” พระธาตุคู่บ้านคู่เมืองน่าน และเป็นพระธาตุประจำปีเถาะหรือปีกระต่าย องค์พระธาตุเป็นแบบล้านนาสีทองสุกปลั่ง เล่ากันว่าพญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1891 เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากกรุงสุโขทัย

บริเวณด้านข้างองค์พระธาตุยังเป็นที่ตั้งของวิหารหลวงที่ภายในประดิษฐาน “พระเจ้าล้านทอง” พระประธานที่มีพุทธลักษณะงดงามให้ได้สักการะเป็นสิริมงคลกัน ส่วนด้านหน้าวิหาร ตรงหัวบันไดทางเข้ามีรูปปั้นสิงห์ 2 ตัว ประดับยืนเฝ้าอยู่ ซึ่งรูปพญานาค 8 ตัว ปั้นเป็นพญานาคเกี่ยวกระหวัดกันเป็น 3 ชั้น ถือเป็นอีกหนึ่งงานศิลปกรรมสุดคลาสสิกของวัดแห่งนี้

ปิดทริปเที่ยว “น่าน” ช่วงกรีนซีซันด้วยความประทับใจ ได้มาชาร์ตแบตเติมพลังใจกับวิวสวยๆ บรรยากาศสดชื่นของหน้าฝนแบบเต็มอิ่ม ใครอยากสดชื่นรื่นใจแบบนี้ รีบแพคกระเป๋าแล้วออกเดินทางกันได้เลย

พระเจ้าล้านทอง

#########################################

สามารถส่งข้อมูลข่าวสารด้านการท่องเที่ยว-อาหารมาได้ที่ อีเมล์ [email protected] หรือ ชมคลิปต่าง ๆ ได้ที่ Youtube :Travel MGR และ Instagram : @travelfoodonline และ TikTok : @travelfoodonline