ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โบสถ์สีครีมหลังคาทรงโดมสีชมพูเข้มตั้งตระหง่านเด่นเห็นมาแต่ไกล กลมกลืนไปกับอาคารบ้านเรือนในชุมชนกุฎีจีน ความวิจิตรนั้น คือ “วัดซางตาครู้ส" หรือที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่า “วัดกุฎีจีน" โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ที่อยู่คู่ชุมชนแห่งนี้มานานกว่าศตวรรษ
ทั้งนี้ “วัดซางตาครู้ส" จะมีการฉลองในวันที่ 17 กันยายนของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันครบรอบที่โบสถ์หลังปัจจุบันได้รับการเสกโดยพระสังฆราชแปร์รอส เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว
ปฐมบทวัดซางตาครู้ส
เริ่มต้นขึ้นหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง เมื่อทหารพม่าบุกเข้าทำลายกรุงศรีอยุธยา ชาวคริสตังในกรุงศรีอยุธยาต่างหลบหนีกระจัดกระจายไปในที่ต่างๆ จนกระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ และได้ทำพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้ากรุงธนบุรี
คุณพ่อกอรร์ (Corre) บาทหลวงซึ่งลี้ภัยไปอยู่ในดินแดนเขมร จึงได้เดินทางกลับมายังเมืองบางกอก พร้อมได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และได้รับการต้อนรับอย่างดี พระองค์พระราชทานเงิน 20 เหรียญ (กษาปณ์) กับเรือหนึ่งลำ และทรงสัญญาจะพระราชทานที่ดินแปลงหนึ่งสำหรับสร้างวัด บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อตั้งถิ่นฐาน
เมื่อคุณพ่อกอรร์ก็ได้รับพระราชทานที่ดินซึ่งเป็นที่ดอนแห่งหนึ่งตามที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสัญญาไว้ และการโอนที่ดินได้ทำสำเร็จเด็ดขาด เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ.1769 คุณพ่อกอรร์จึงตั้งชื่อที่ดินผืนนี้ว่า “ค่ายซางตาครู้ส” เพื่อระลึกถึงวันที่ได้รับพระราชทานที่ดิน ซึ่งตรงกับวันฉลองเทิดทูนไม้กางเขน และคุณพ่อกอรร์ก็ได้จัดสร้างวัดน้อยชั่วคราวขึ้นหลังหนึ่งบนที่ดิน พร้อมกับตั้งชื่อว่า “วัดซางตาครู้ส”
โบสถ์ไม้หลังแรกสู่โบสถ์ปัจจุบัน
นักบวชและชาวคริสต์โปรตุเกสร่วมกันสร้างโบสถ์ไม้หลังแรกขึ้น และตั้งชื่อตามวันสำคัญทางคริสต์ศาสนาว่า “ซางตาครู้ส” ซึ่งแปลว่า “กางเขนศักดิ์สิทธิ์” โบสถ์แห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางสำคัญของคริสตจักรคาทอลิกในกรุงเทพมหานคร ในยุคแรกๆ ก่อนที่อาสนวิหารอัสสัมชัญจะถูกสร้างขึ้นในเวลาต่อมา
ในปี ค.ศ.1900 คุณพ่อกูเลียลโม กิ๊น ดา ครู้ส (Gulielmo Kinh Da Cruz) ได้รับแต่งตั้งจากพระสังฆราชหลุยส์ เวย์ (Mgr. Louis Vey) ให้เป็นเจ้าอาวาสวัดซางตาครู้ส ในปี ค.ศ.1906 พระสังฆราชหลุยส์ เวย์ ได้สร้างโรงเรียนหลังหนึ่งบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้วัดซางตาครู้ส คือ “โรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์”
ต่อมา ในปี ค.ศ.1913 คุณพ่อกูเลียลโม กิ๊น ดา ครู้ส เล็งเห็นว่าตัวอาคารวัดซางตาครู้สได้ชำรุดทรุดโทรมมาก และจะทำการบูรณะได้ยาก จึงตัดสินใจสร้างวัดหลังใหม่ขึ้น โดยสร้างวัดชั่วคราวขึ้นที่โรงเรียนหน้าวัด แล้วลงมือรื้อตัวอาคารวัดหลังเก่าลงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ.1913 และเริ่มสร้างวัดหลังใหม่ขึ้น
วัดหลังใหม่ ซึ่งเป็นวัดปัจจุบันได้สร้างแล้วเสร็จและเข้าถวายมิสซาในวัดใหม่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ.1916 วัดหลังใหม่ได้รับการเสกอย่างสง่าโดยพระสังฆราชแปร์รอส ในวันที่ 17 กันยายน ค.ศ.1916
กลิ่นอายสถาปัตยกรรมจากเมืองฟลอเรนซ์
โบสถ์อันงดงามริมแม่น้ำที่เห็นในปัจจุบัน นับเป็นหลังที่สาม โดยสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1913 -1916 (พ.ศ. 2456-2459) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ซึ่งความวิจิตรที่ปรากฏของโบสถ์แห่งนี้ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมเรเนสซองส์และนีโอคลาสสิก คล้ายคลึงกับโดมของมหาวิหารเมืองฟลอเรนซ์ (Santa Maria del Fiore) ในประเทศอิตาลี
โบสถ์หันหน้าลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ผังของโบสถ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีด้านสกัดหลังเป็นรูปหกเหลี่ยม อาคารเป็นสถาปัตยกรรมสมัยฟื้นฟูเรเนซองส์ (Renaissance Revival) หลังคาไม้มุงกระเบื้อง ด้านหน้ามีช่องประตู 3 ช่อง หลังคาประตูโค้ง มีการตกแต่งด้วยหน้าต่างกลมลายกลีบดอกไม้ (Rose Window) ตรงกลางมีหอระฆังสูงยอดโดมเป็นรูปไข่ ด้านบนสุดเป็นไม้กางเขน ด้านสกัดหลังเป็นรูปหกเหลี่ยมหลังคาปั้นหยามุงกระเบื้อง
ภายในมีฝ้าเพดานทรงประทุนบรรจุลายดาวเพดานในช่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านในเป็นที่ตั้งไม้กางเขน ด้านหลังเป็นซุ้มหลังคาทรงจั่วแบบคลาสสิตกแต่งด้วยปูนปั้นแบบคอรินเธียน
แม้จะเป็นโบสถ์ที่ยังมีการประกอบพิธีมิสซาเป็นประจำ แต่ก็เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในช่วงเย็นของวันธรรมดา โดยเฉพาะช่วงเวลาประมาณ 17.00-19.00 น. โดยขอให้แต่งกายสุภาพ และชมด้วยความสำรวม เคารพสถานที่อันเป็นศาสนสถานสำคัญของชาวคริสต์


