ในสมัยกรุงศรีอยุธยา “วัดพุทไธศวรรย์” ถือเป็นหนึ่งในวัดสำคัญที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน วัดแห่งนี้สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ “พระเจ้าอู่ทอง” ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1896 หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติได้ 3 ปี เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ณ บริเวณที่เคยเป็นที่ประทับเดิมของพระเจ่าอู่ทอง ที่เรียกว่า “ตําหนักเวียงเหล็ก” หรือ “เวียงเล็ก” ก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์ วัดตั้งอยู่ริมแม่น้ำนอกเกาะเมืองอยุธยาทางด้านใต้ ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน ไว้ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
ต่อมาวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2549 เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
วัดพุทไธศวรรย์ เป็นหนึ่งในวัดที่รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายในช่วงการเสียกรุงครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นวัดที่อยู่นอกเมือง ทำให้วันนี้ยังคงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุมีความสมบูรณ์หลงเหลือให้เห็นกันไม่น้อย แม้ว่ามีบางส่วนจะพังทลายลงไปตามกาลเวลา
สำหรับสิ่งน่าสนใจภายในวัดพุทไธศวรรย์ ได้แก่ ปรางค์ประธานองค์ใหญ่ศิลปะแบบขอม ที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของอาณาเขตพุทธาวาสบนฐานไพที มีลักษณะย่อเหลี่ยม มีบันไดขึ้น 2 ทาง ทางทิศตะวันออกกับทางทิศตะวันตก ส่วนทิศเหนือกับทิศใต้ มีมณฑป 2 หลัง ภายในมณฑปมีพระประธาน
นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังล้ำค่าจากสมัยอยุธยาตอนปลาย อยู่ภายในพระตําหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (พระเถระชั้นผู้ใหญ่ สมัยกรุงศรีอยุธยา) สันนิษฐานว่าเป็นภาพวาดในช่วงสมัยสมเด็จพระเพทราชา ราวปี พ.ศ. 2231-2245
นับเป็นงานพุทธศิลป์หาชมยากที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งใน “อันซีนอยุธยา” ซึ่งหลงเหลือให้เห็นชัดเจนที่สุดของเมืองกรุงเก่า
ภาพจิตรกรรมโบราณที่นี่มีความหลากหลายน่าตื่นตื่นใจ เช่น ไตรภูมิ ทศชาติชาดก พุทธประวัติตอนมารผจญ สระอโนดาด (ปากช้าง ม้า สิงห์ โค) สัตว์หิมพานต์ บานประตูเป็นภาพสตรีชาวมอญ พระพุทธโฆษาจารย์บนเรือสำเภาล่องไปลังกา ภาพฝรั่งสวมหมวกแต่งกายในสมัยอยุธยา ภาพพญามารยักษ์ถือปืนใหญ่ที่หาชมได้ยากมาก ภาพวสวัตตีมาร (มารชั้นสูงสุด) เป็นต้น
งานศิลป์ทั้งหมดนับว่าทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ศิลปะมาก มีศิลปินแห่งชาติ ครูอาจารย์ด้านศิลปะ เดินทางไปคัดลอกลายเอาไว้เพื่อเก็บเป็นหลักฐานมิให้สูญหาย
วัดพุทไธศวรรย์ ยังมีบันทึกสำคัญ ว่า ในอดีตวัดนี้เคยเป็นสถานที่ฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ของทหาร ก่อนจะออกศึกสงคราม ซึ่งได้สืบทอดศิลปะป้องกันตัวอันเป็นเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบันที่คนรู้จักกันในชื่อ “สำนักดาบวัดพุทไธศวรรย์” อันลือลั่น
ขณะที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญแห่งวัดพุทไธศวรรย์นั้นต้องยกให้ “หลวงพ่อดำ” พระประธานในพระอุโบสถ กับงานพุทธศิลป์ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ศิลปะอู่ทอง หรืออยุธยาตอนต้น มีพระพักตร์รูปไข่ดูงดงามเปี่ยมศรัทธา
ความศักดิ์สิทธิ์ที่เลื่องลือของหลวงพ่อดำ มีตำนานเล่าขานกันว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ใครเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อไปสักการะหลวงพ่อดำ ก็จะหายเจ็บป่วย รวมถึงท่านช่วยดลบันดาลให้ผู้ที่มาขอบุตร มีบุตรได้สมความปรารถนา
รวมทั้งยังมีพระราชานุสาวรีย์ 5 พระมหากษัตริย์ไทย ผู้ทรงมีความสำคัญแก่บ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ได้แก่ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทางวัดได้จัดสร้างไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้มาสักการะ และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแต่ละพระองค์ต่อไป
นอกจากนี้วัดพุทไธศวรรย์ยังขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลต่าง ๆ เนื่องจาก “พระครูภาวนาภัทรคุณ” หรือที่ศิษยานุศิษย์รู้จักกันในนาม “พระอาจารย์โชติ” หรือ “หลวงพ่อโชติ” ถือเป็นหนึ่งในพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งยุคปัจจุบัน
เชื่อกันว่าหลวงพ่อโชติ หรือนายโชติ มีความเชี่ยวชาญในสรรพวิชาอาคม เป็นผู้สืบทอดตำนานการสร้างวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะ “เหรียญเหนือดวง” (และตระกูลเหนือดวงต่าง ๆ) ซึ่งถือเป็นวัตถุมงคลอันดับต้น ๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับหลวงพ่อโชติและวัดพุทไธศวรรย์มากที่สุด
กระทั่งเกิดข่าวดังอื้อฉาวในช่วงเช้าของวันที่ 10 ก.ย. 2569 เมื่อกองปราบบุกรวบ “หลวงพ่อโชติ” เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ อยุธยา ในข้อหายักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาท รวมถึงพบหลักฐานมัดแอบเสพเมถุนในกุฏิ สร้างความผิดหวัง สะเทือนใจ และเคียดแค้น ให้กับผู้ที่นับถือหลวงพ่อโชติไม่น้อย
อย่างไรก็ดีความผิดนี่เป็นเรื่องความเสื่อมเฉพาะส่วนบุคคล ที่แม้จะทำให้ผู้ที่นับถือในตัวบุคคลศรัทธาหดหาย ถึงขนาดบางคนอาจถอดเหรียญในตระกูลเหนือดวงต่าง ๆ ออกจากคอ
แต่กระนั้นพุทธศาสนิกชนก็อย่าได้สิ้นหวัง หมดศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะพระ (สงฆ์) ดี ๆ ในบ้านเรายังมีอีกมาก
เช่นเดียวกัน สำหรับพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่วัดพุทไธศวรรย์ก็ยังคงกราบไหว้ได้ปกติตามจิตศรัทธา รวมไปถึงงานพุทธศิลป์ของที่นี่ก็ยังคงสวยงามคลาสสิกเหมือนเดิม
เพราะถึงแม้ว่าบุคคลที่มาเป็นเหลือบไรในพระพุทธศาสนา จะประพฤติเสื่อมเสีย ทำผิดกฎหมาย สร้างเรื่องอื้อฉาว ทำศรัทธาเสื่อม
แต่โบราณสถานและงานพุทธศิลป์ที่นี่ยังคงเข้มขลังเปี่ยมศรัทธา และสวยงามคลาสสิกอยู่คู่เมืองกรุงเก่าอยู่ตราบนานเท่านาน


