xs
xsm
sm
md
lg

“หนังใหญ่” มรดกวัฒนธรรมล้ำค่าของไทย สู่การเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนังใหญ่วัดขนอน
กระทรวงวัฒนธรรมผลักดัน “หนังใหญ่” มรดกวัฒนธรรมของประเทศไทยไปสู่มรดกวัฒนธรรมยูเนสโก ชวนมาทำความรู้จักกับ 4 ชุมชนหนังใหญ่ที่มีอยู่ในเมืองไทยในปัจจุบัน


เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงวัฒนธรรมเดินหน้าผลักดัน “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก ในบัญชี Register of Good Safeguarding Practices หรือแนวปฏิบัติที่ดีในการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหมวดที่ประเทศไทยยังไม่เคยเสนอมาก่อน เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า “หนังใหญ่” ไม่เพียงแต่เป็นมรดกภูมิปัญญาของคนไทยเท่านั้น แต่มีความสำคัญต่อวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ

หนังใหญ่วัดขนอน
ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่
“หนังใหญ่”ศิลปะการแสดงเงาแบบดั้งเดิมของไทยที่ใช้ตัวหนังขนาดใหญ่ทำจากหนังวัวหรือควายที่ผ่านการแกะสลักและระบายสีอย่างประณีต ตัวหนังแต่ละตัวสูงได้ถึงขนาดเกือบเท่าคนจริง นำมาเชิดบนจอผ้าขาวโดยใช้แสงไฟส่องจากด้านหลัง ทำให้เกิดเงาสีดำที่เคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิตชีวา

เรื่องราวที่นิยมแสดง นำมาจากตอนต่างๆของรามเกียรติ์ ซึ่งดัดแปลงมาจากรามายณะของอินเดีย โดยนับเป็นการผสมผสานศิลปะหลายแขนงของไทยเข้าด้วยกัน ได้แก่ การแกะสลักหนัง การระบายสี การเชิดหนังใหญ่ที่ต้องอาศัยทักษะคล้ายท่ารำโขน การพากย์และเจรจา รวมถึงการบรรเลงดนตรีปี่พาทย์ประกอบการแสดง

หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย
นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าหนังใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะการแสดงเงาจากอินเดีย ผ่านชวาและคาบสมุทรมลายูก่อนเข้าสู่ประเทศไทย โดยพ่อค้าวานิช นักแสวงโชค และการเผยแผ่ศาสนา ที่นำศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมแขนงนี้เข้ามาเผยแพร่ควบคู่กันไป ถือเป็นมหรสพที่เก่าแก่ของไทยที่มีมาแต่สมัยสุโขทัย และปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงหนังใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในกฎมณเฑียรบาลสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทั้งยังได้รับการยกย่องว่าเป็น มหรสพชั้นสูง ใช้แสดงในงานพระราชพิธีและงานสำคัญของแผ่นดิน

จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2310 การสูญเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ทำให้ศิลปะการแสดง โบราณสถาน โบราณวัตถุ ถูกทำลายเสียหายไปมาก รวมถึงหนังใหญ่ด้วยเช่นกัน แต่ก็ได้มีการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป หนังใหญ่ก็ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงเพราะมีมหรสพสมัยใหม่ตามยุคสมัยมาแทนที่ ทำให้เหลือคณะที่ยังสืบทอดการแสดงได้อย่างต่อเนื่องเพียงไม่กี่แห่งในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ (ภาพ: เทศบาลเมืองสิงห์บุรี)
ภาพรวมหนังใหญ่ในประเทศไทย 4 แห่งสำคัญ
ปัจจุบันประเทศไทยยังคงมีแหล่งอนุรักษ์และสืบทอดหนังใหญ่ที่สำคัญอยู่ไม่กี่แห่ง โดยมีชุมชนหลักอย่างที่วัดขนอมซึ่งถูกยกขึ้นเป็นต้นแบบในการเสนอต่อยูเนสโกเพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมฯ

หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี
“วัดขนอน” ในอำเภอโพธาราม เสมือนเป็นศูนย์กลางสำคัญของการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงหนังใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย สำหรับ “หนังใหญ่วัดขนอน” ถือกำเนิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดย “พระครูศรัทธาสุนทร” (หลวงปู่กล่อม) อดีตเจ้าอาวาสวัดขนอน มีแนวคิดที่จะสร้างตัวหนังให้มีขนาดใหญ่และวิจิตรกว่าที่เคยมีมา จึงชักชวนช่างฝีมือท้องถิ่น ได้แก่ ครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพ่วง มาช่วยกันแกะสลัก

ชุดแรกที่สร้างขึ้นคือ “หนุมานถวายแหวน” จากนั้นได้สร้างเพิ่มเติมอีกหลายชุดจนครบ 9 ชุด มีตัวหนังรวมทั้งสิ้น 313 ตัว ตัวหนังเหล่านี้ทำจากหนังวัวที่ผ่านกระบวนการเตรียมอย่างพิถีพิถัน ลวดลายถูกแกะสลักด้วยความประณีตสูง สะท้อนฝีมือช่างไทยดั้งเดิม วัดขนอนจึงกลายเป็นวัดที่มีทั้งตัวหนัง คณะแสดง และระบบอุปถัมภ์งานศิลปะของวัดที่สืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากหลวงปู่กล่อมมรณภาพ หนังใหญ่ก็ซบเซาลงไป แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรก เกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2519 เมื่อศาสตราจารย์พันตรีหญิง คุณหญิงผะอบ โปษะกฤษณะ เข้ามาทำวิจัยที่วัดขนอน ผลงานวิจัยช่วยให้หนังใหญ่กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง วัดและชุมชนจึงร่วมกันรื้อฟื้นการฝึกหัดเยาวชนขึ้นใหม่

หนังใหญ่วัดขนอน
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2532 เมื่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้วัดขนอนอนุรักษ์ตัวหนังโบราณทั้งหมดไว้ และจัดสร้างตัวหนังชุดใหม่ขึ้นเพื่อใช้แสดงแทน โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากร ตัวหนังชุดใหม่นี้ช่วยให้การแสดงสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ทำลายของเดิม

จากนั้นในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 พระครูพิทักษ์ศิลปาคม (เจ้าอาวาสปัจจุบัน) ได้ทุ่มเทอย่างหนักในการฟื้นฟูทั้งระบบ ฝึกฝนเด็กและเยาวชนในชุมชนให้เรียนรู้การเชิด การพากย์ และดนตรี จนเกิดเป็นคณะหนังใหญ่วัดขนอนที่เข้มแข็งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

จุดสูงสุดในระดับนานาชาติของหนังใหญ่วัดขนอน เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2550 เมื่อ Asia/Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU) ประกาศยกย่อง “การสืบทอดและฟื้นฟูหนังใหญ่วัดขนอน” ให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานโดดเด่นด้านการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้


หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี
ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรี มีตัวหนังเก่าแก่จากฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลายจัดแสดงในรูปแบบพิพิธภัณฑ์บนศาลาการเปรียญของวัด

วัดสว่างอารมณ์ เดิมชื่อวัดบางมอญ พระครูสิงหมุนี หรือ หลวงพ่อเรือง อดีตเจ้าอาวาสได้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2399 เป็นแหล่งปั้นพระพุทธรูปที่สืบทอดวิชาปั้น พระพุทธรูปมาจากตระกูลช่าง บ้านช่างหล่อธนบุรี และยังเป็นแหล่งเก็บรวบรวมและจัดแสดงตัวหนังใหญ่ ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมีตัวหนังใหญ่ที่สมบูรณ์และยังสามารถเล่นได้กว่า 300 ตัว ที่วัดยังคงสืบทอดการเชิดหนังให้แก่คนรุ่นปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นคณะ สามารถติดต่อขอชมการสาธิตเชิดหนังได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้า

พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ (ภาพ: เทศบาลเมืองสิงห์บุรี)
หนังใหญ่ในจังหวัดสิงห์บุรี มีมากว่า 100 ปี โดยมีครูเปีย นายหนังเร่จากพระนครศรีอยุธยา เข้ามาบุกเบิกการเชิดหนังใหญ่ขึ้นที่วัดสว่างอารมณ์เป็นคนแรก และได้ถ่ายทอดวิชาให้ศิษย์มากมาย ศิษย์คนสำคัญของท่านได้แก่ ขุนบางมอญ กิจประมวญ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้หนังใหญ่เจริญยิ่งในจังหวัดสิงห์บุรี ด้วยกรรมวิธีการแสดงที่สำคัญในทุกขั้นตอนและความยากในการฝึกหัด ทำให้การแสดงหนังใหญ่ลดน้อยลง

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ ใช้พื้นที่ชั้นบนของศาลาการเปรียญจัดแสดงตัวหนังใหญ่ โดยนำหนังใหญ่มาตรึงบนผืนผ้าขนาดใหญ่สีขาว ที่สร้างเป็นตู้ไม้พร้อมหลอดไฟส่องสว่างอยู่ภายใน เพื่อให้เห็นลวดลายของหนังใหญ่ได้ชัดเจนและสวยงาม

ในส่วนของการแสดง มีการสืบทอดการแสดงหนังใหญ่สู่เยาวชนรุ่นใหม่ๆ และยังคงมีการฝึกซ้อมและแสดงเป็นครั้งคราว ถือเป็นหนึ่งในสามคณะหลักที่ยังรักษาสายการถ่ายทอดเอาไว้ได้ในปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ (ภาพ: เทศบาลเมืองสิงห์บุรี)

หนังใหญ่วัดบ้านดอน จังหวัดระยอง
มีประวัติยาวนานกว่า 100-200 ปี เริ่มจากที่โดยพระยาศรีสมุทรโภค ชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยอง ได้เห็นว่าวัฒนธรรมการเล่นหนังใหญ่ เป็นสิ่งควรค่าที่จะอนุรักษ์สืบทอดไว้ จึงสั่งซื้อหนังใหญ่ จำนวน 200 ตัว มาจากจังหวัดพัทลุง พร้อมทั้งจ้างครูหนังมาช่วยในการฝึกสอน ถ่ายทอดการแสดงให้กับคนของท่านเจ้าเมือง เพื่อแสดงในงานสำคัญ

ภาพ: หนังใหญ่วัดบ้านดอน ระยอง
ต่อมาได้นำหนังใหญ่มาเก็บรักษาไว้ที่วัดจันทอุดม หรือวัดเก๋ง (ปัจจุบันเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลระยอง) จนในราว พ.ศ.2430 ได้มีการจัดสร้างวัดบ้านดอนขึ้น จึงนำหนังใหญ่ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อให้ง่ายต่อการนัดฝึกซ้อมของครูหนังและวงปี่พาทย์ซึ่งเป็นชาวชากใหญ่ และทุ่งโพธิ์ในละแวกใกล้เคียงกับวัดบ้านดอน

ปัจจุบัน หนังใหญ่โบราณอายุกว่า 200 ปี ได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ “พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดบ้านดอน” ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2534 โดยนอกจากจะเป็นสถานที่รวบรวมและอนุรักษ์ตำนานศิลป์ทรงคุณค่าอย่างหนังใหญ่ ยังมีทั้งตัวหนังโบราณและตัวที่สร้างขึ้นใหม่ มีการปรับรูปแบบการแสดงให้ร่วมสมัยมากขึ้น และมีการไปแสดงในงานสำคัญทั้งในและต่างประเทศ

ภาพ: หนังใหญ่วัดบ้านดอน ระยอง

ภาพ: หนังใหญ่วัดบ้านดอน ระยอง
หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย จังหวัดเพชรบุรี
เคยเป็นคณะที่มีชื่อเสียงมากในอดีต โดยเฉพาะตัวหนังชุดพระนครไหวที่ขึ้นชื่อเรื่องความอ่อนช้อย ปัจจุบันตัวหนังหลายชิ้นชำรุดและขาดการแสดงอย่างต่อเนื่อง แต่ได้รับการช่วยเหลือและฟื้นฟูจากคณะหนังใหญ่วัดขนอน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใหมรดกชิ้นนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย
ทั้งนี้ ในสมัยหลวงพ่อฤทธิ์เป็นเจ้าอาวาส เ(พ.ศ.2412 – 2462) นอกจากท่านจะสร้างวัดพลับพลาชัยให้เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและศิลปะวิทยาการแล้ว ยังได้ระดมลูกศิษย์มากฝีมือมาแกะสลักหนังใหญ่เป็นตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์กว่า 200 ตัว ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นตัวหนังที่แกะได้สวยงามประณีตยิ่งนัก และมีการก่อตั้งคณะหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยขึ้น โดยกำหนดบทพากย์ มุกตลก และลงมือฝึกซ้อมลูกศิษย์ด้วยตนเอง จนคณะหนังใหญ่วัดพลับพลาชัยมีฝีมือช่ำชองจึงให้ออกแสดงต่อหน้าสาธารณชน

หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย เป็นหนึ่งในคณะหนังใหญ่ที่โด่งดังมากในยุคนั้น ได้รับโอกาสให้ไปแสดงต่อหน้าพระพักตร์รัชกาลที่ ๕ ที่พระราชวังบ้านปืน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจไม่รู้ลืมของชาวเพชรบุรีมาจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน “พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย” เป็นหนึ่งในจุดหมายที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีหนังใหญ่ของวัดพลับพลาชัยที่เคยทำไว้ในอดีตจากที่ต่าง ๆ จำนวน 32 ตัว มาเก็บรักษาและจัดแสดงให้ชมกันภายใน “วิหารพระคันธารราฐ” ให้ผู้สนใจได้เข้าชม รวมทั้งอนุรักษ์สืบสานงานศิลปะ การ “ตอกหนังใหญ่” ในรูปแบบกิจกรรม “ตอกลาย สร้างศิลป์” ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้สนใจ รวมถึงมีการสอนเชิดหนังใหญ่เบื้องต้นให้กับนักท่องเที่ยวผู้สนใจ

หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย
หนังใหญ่: ความสำคัญในฐานะมรดกวัฒนธรรมของไทย
หนังใหญ่ไม่ใช่เพียงการแสดงบันเทิง แต่เป็นคลังความรู้ที่รวบรวมภูมิปัญญาไทยหลายด้านไว้ด้วยกัน ทั้งงานช่างฝีมือ การละคร ดนตรี และวรรณกรรม มันสะท้อนค่านิยมเรื่องความดี ความชั่ว ความกตัญญู และความกล้าหาญผ่านเรื่องรามเกียรติ์ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดศีลธรรมและประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นหลัง

การที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถรักษามรดกนี้ไว้ได้ด้วยความร่วมมือระหว่างวัด ชาวบ้าน ปราชญ์พื้นบ้าน และหน่วยงานรัฐ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการสงวนรักษาที่เกิดจากฐานรากของสังคม ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นการทำให้ศิลปะยังมีชีวิตและสืบทอดต่อไปได้จริง

หากได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีแนวปฏิบัติที่ดีของยูเนสโก จะเป็นการยอมรับในระดับโลกต่อความพยายามของชุมชนไทย และอาจเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเรียนรู้และต่อยอดในวงกว้างยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการศึกษา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการสร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าของชาติ

ปัจจุบัน มีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของไทยที่ขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโกตามอนุสัญญาฯ ค.ศ. 2003 แล้ว 6 รายการ ได้เเก่

ปี พ.ศ. 2561 "โขน" (Khon, masked dance drama in Thailand)
ปี พ.ศ. 2562 "นวดไทย" (Nuad Thai, traditional Thai massage)
ปี พ.ศ. 2564 "โนรา" (Nora, dance drama in southern Thailand)
ปี พ.ศ. 2566 "สงกรานต์ ปีใหม่ไทย" (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival)
ปี พ.ศ. 2567 "ต้มยำกุ้ง" (Tomyum Kung) เเละ "เคบายา: ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติ" (Kebaya: knowledge, skills, traditions and practices) *มรดกร่วมกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน

หนังใหญ่วัดพลับพลาชัย