เหตุการณ์ภัยธรรมชาติจากมวลน้ำมหาศาลที่พัดพาทั้งดินโคลนและหินขนาดมหึมาถล่มลงสู่แม่น้ำบริเวณพรมแดนเทือกเขาหิมาลัยระหว่างเนปาลและทิเบตของจีนเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา นับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศ
เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ฝั่งเนปาล คือ เขตราสุวา (Rasuwa) ทางตอนเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ ส่วนฝั่งจีน (เขตปกครองตนเองทิเบต) คือ จี๋หลง หรือ จีหรง (Gyirong) ถือเป็นด่านพรมแดนสำคัญที่เป็นเส้นทางยอดนิยมไปยังเขาไกรลาส (Mount Kailash) ยอดเขาสูงเป็นอันดับที่ 32 ของโลก ในทิเบต สถานที่ที่ผู้แสวงบุญทั้งชาวฮินดู ชาวพุทธ รวมถึงนักท่องเที่ยว เดินทางไปเยี่ยมชมทุกปี บริเวณนี้จึงเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศมานานหลายทศวรรษ
ประตูสู่เขาไกรลาส และทะเลสาบมานาซาโรวาร์
เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งนี้ มีส่วนเชื่อมโยงเรื่องการท่องเที่ยวโดยตรงเนื่องจากบริเวณพรมแดนที่เกิดเหตุเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งศรัทธา คือ เส้นทางแสวงบุญหลักสู่ “เขาไกรลาส” (Mount Kailash) และ “ทะเลสาบมานาซาโรวาร์” (Lake Manasarovar) หนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดที่สูงที่สุดในโลก เกือบ 4,600 เมตร ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวฮินดู พุทธ เชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการไปศึกษาเรียนรู้วิถีแห่งความเชื่อ
ตามข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองราสุวากาดี ในปีที่ผ่านมา มีนักแสวงบุญกว่า 13,500 คนเดินทางผ่านด่านนี้ไปยังทิเบต โดยเส้นทางนี้ได้รับความนิยมเพราะมีต้นทุนต่ำกว่าการเดินทางทางอากาศหรือผ่านด่านอื่นๆ และเริ่มต้นได้จากกรุงกาฐมาณฑุ โดยรถจะวิ่งขึ้นไปตามทางหลวงปาซัง ลามู ผ่านเมืองสยาบรูเบซี (Syabrubesi) และติมูเร (Timure) ก่อนข้ามสะพานมิตรภาพเข้าสู่ฝั่งจีหรง แล้วเดินทางต่อไปยังซากา (Saga) ทะเลสาบมานาซาโรวาร์ และดาร์เชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเวียนรอบเขาไกรลาส
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวอินเดียซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด เส้นทางนี้ย่อมเปรียบได้กับสะพานศรัทธาที่เชื่อมโยงดินแดนศักดิ์สิทธิ์สองฝั่งหิมาลัยเลยทีเดียว
นอกจากนักท่องเที่ยวแนวแสวงบุญแล้ว ด่านนี้ยังเป็นประตูสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวระหว่างกาฐมาณฑุกับลาซา และเส้นทางไปยังฝั่งทิเบตของฐานเอเวอเรสต์ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสภูมิทัศน์หิมาลัยอย่างเต็มรูปแบบหลายคนมักเลือกเส้นทางนี้ เพราะสามารถเห็นการเปลี่ยนผ่านจากหุบเขาเขียวขจีของเนปาลไปสู่ที่ราบสูงแห้งแล้งของทิเบตได้อย่างชัดเจน
หุบเขาจีหรงเองได้รับการขนานนามว่าเป็น “หุบเขาแห่งความสุข” หรือ “สวนหลังบ้านของเขาเอเวอเรสต์” ด้วยภูมิประเทศที่เขียวชอุ่ม มีป่าสน แม่น้ำ และหมู่บ้านทิเบตแบบดั้งเดิม ซึ่งแตกต่างจากที่ราบสูงทิเบตทั่วไป การเดินทางผ่านที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการข้ามพรมแดน แต่เป็นการเดินทางผ่านภูมิทัศน์และวัฒนธรรมที่หลากหลาย
ในด้านความสำคัญในมิติเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่น ด่านราสุวากาดี–จีหรงยังเป็นจุดศูนย์กลางของการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวท้องถิ่น ชุมชนอย่างสยาบรูเบซีและติมูเรเติบโตขึ้นจากการเป็นจุดพักรถและจุดบริการนักท่องเที่ยว ขณะที่ฝั่งจีหรงก็มีโรงแรม ร้านอาหาร และตลาดที่รองรับผู้เดินทาง เส้นทางนี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นทั้งสองฝั่ง และเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเนปาลกับจีน


