xs
xsm
sm
md
lg

ป่าเขียวเมืองน่าน อีกด้านของเหรียญ “อช.ดอยภูคา” ป่าอนุรักษ์รางวัลระดับโลก ที่ก่อตั้งจากความรักษ์ป่าของชาวน่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ปิ่น บุตรี


น้ำตกขุนน้ำปัว สายน้ำอันงดงามแห่งป่าต้นน้ำ อช.ดอยภูคา (ภาพ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)
“น่าน” เป็นจังหวัดที่ถูกบูลลี่ ด้อยค่า ว่าเป็นเมือง “ภูเขาหัวโล้น” ในอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย

เวลาเกิดน้ำท่วมใหญ่หรือเกิดไฟป่าในเมืองงาช้างดำ คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะ (ในโลกโซเชียล) จะตีตราด่าทอคนน่านแบบเหมารวมทั้งจังหวัดว่า เป็นพวกตัดไม้ทำลายป่าจนภูเขาหัวโล้นเหี้ยนเตียน

กลายเป็นภาพจำด้านลบ ที่ “คนนอก” มีต่อ “คนน่าน” มากว่า 30 ปีจนถึงปัจจุบัน

ภาพจำมาจากภาพจริง


ภาพเขาหัวโล้นของจังหวัดน่านในอดีต (แฟ้มภาพ ปี 2560)
“ภาพจำ” นี้ มาจาก “ภาพจริง” ของภูเขาหัวโล้น ดอยหัวโกร๋น และป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน

แม้เหตุปัจจัยส่วนหนึ่งจะเกิดจากสภาวะจำยอมของชาวบ้านหลาย ๆ คน ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนปลูกพืชเชิงเดี่ยวเลี้ยงชีพแบบไร้ทางเลือก (แต่บางคนก็เลือกทำผิดกฎหมาย เพราะความโลภ หวังให้ตัวเองจะร่ำรวยเร็วขึ้น)

แต่นี่คือความจริงที่มิอาจปฏิเสธได้ ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ไม่ได้มีเฉพาะที่น่านเท่านั้น แต่ว่ามีอยู่ในหลายจังหวัดทั่วไทย

ภาพขุนเขาบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ อ.ปัว ปี 2569 (ภาพ : เพจ สุชาติ ชมกลิ่น)
อย่างไรก็ดี น่านมี “ภาพจริง” ของเหรียญอีกด้าน (ที่หลาย ๆ คนจงใจมองข้ามไป) นั่นคือ น่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้มากเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย (ข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่าอยู่ในอันดับที่ 6 หรือ 7)

สำหรับหนึ่งในผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญของจังหวัดน่านคือ “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” ที่นอกจากจะเป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่านแล้ว ยังเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากที่สุดในภาคเหนืออีกด้วย

อช.ดอยภูคา ก่อตั้งจากความรักษ์ป่าของชาวน่าน


อช.ดอยภูคา ที่ก่อตั้งจากความรักษ์ป่าของชาวน่าน (ภาพ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)
อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีจุดกำเนิดของการจัดตั้งที่น่าสนใจ และมีความแปลกแตกต่างจากการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติส่วนใหญ่ในเมืองไทย เนื่องจากในปี พ.ศ. 2526 ชาวน่านจำนวนมากได้ร่วมแรงร่วมใจกัน เรียกร้อง (ผ่าน ส.ส.สมชาย โลหะโชติ) ถึงความต้องการที่จะอนุรักษ์ผืนป่า “ดอยภูคา” เพื่อป้องกันไม่ให้ผืนป่าใหญ่ถูกทำลายลงไป รวมถึงต้องการที่จะอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธารสำคัญเอาไว้ให้อยู่คู่จังหวัดน่าน

จากนั้นภาคประชาชน ได้ร่วมกันกับกองทัพภาคที่ 3 และกรมป่าไม้ (ในขณะนั้น) สำรวจพื้นที่พบความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และน้ำตกขนาดใหญ่บริเวณบ้านปู จนนำไปสู่การประกาศป่าสงวนแห่งชาติ 3 ผืนใหญ่เพื่อคุ้มครองพื้นที่ ได้แก่ ป่าดอยภูคา-ป่าผาแดง, ป่าแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออกตอนใต้, และป่าน้ำว้า-ป่าแม่จริม

อช.ดอยภูคา อุทยานแห่งชาติที่มีเนื้อที่มากที่สุดของภาคเหนือ (ภาพ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)
กระทั่งในวันที่ 17 มิถุนายน 2542 ได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ยกระดับผืนป่าอันทรงคุณค่าแห่งนี้ให้เป็น “อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” ซึ่งถือเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 94 ของเมืองไทย

อช.ดอยภูคา ผืนป่าหลากหลาย มีต้นไม้หนึ่งเดียวในโลก


อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีเนื้อที่กว้างใหญ่ถึง 1,704 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่รวม 8 อำเภอ ในจังหวัดน่านคือ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ บ่อเกลือ สันติสุข ท่าวังผา แม่จริม ทุ่งช้าง เชียงกลาง และอำเภอปัว ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งนี้


อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นผืนป่าที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย มีสภาพภูมิประเทศเป็นแนวภูเขาสูงสลับซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของปลายเทือกเขาหิมาลัย โดยมี “ยอดดอยภูคา” ที่มีความสูงถึง 1,980 เมตรจากระดับทะเล เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดน่าน

ทิวทัศน์เมื่อมองจากบริเวณจุดชมวิว 1715
นอกจากนี้ยังมี “จุดชมวิว 1715” ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางสายปัว-บ่อ มีความสูง 1,715 จากระดับน้ำทะเล ตามชื่อ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวไฮไลต์ของจังหวัดน่าน

ชมพูภูคา หนึ่งเดียวในโลก


อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีสภาพผืนป่าที่หลากหลาย ได้แก่ ป่าดงดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าสนธรรมชาติ และทุ่งหญ้า

ดอกชมพูภูคา ไม้เฉพาะถิ่นหนึ่งเดียวในโลกแห่งผืนป่าดอยภูคา
ที่สำคัญคือที่นี่เป็นแหล่งของพันธุ์ไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบเพียงแห่งเดียวในโลกคือ “ต้นชมพูภูคา” ไม้ยืนต้นที่ออกดอกเป็นช่อสีชมพูอมขาว และ “เต่าร้างยักษ์” พืชโบราณร่วมยุคกับไดโนเสาร์ เป็นไม้หายากใกล้สูญพันธุ์ พบแห่งแรกที่จังหวัดน่าน

นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ยังมีพืชหายาก อย่างเช่น กระโถนพระฤาษี กล้วยไม้น้ำ ว่านไก่แดง และ “เมเปิลใบห้าแฉก” ซึ่ง แตกต่างจากเมเปิลที่อื่นที่มีสามแฉก

เมเปิลใบห้าแฉก
ป่าต้นน้ำ น้ำตกหลากหลาย

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารชั้น 1A เป็นจุดกำเนิดของลำน้ำสำคัญหลายสายที่ไหลไปบรรจบกันเป็น “แม่น้ำน่าน”

นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ยังมีน้ำตกสวยงามชุ่มฉ่ำอยู่หลายแห่ง อาทิ น้ำตกขุนน้ำปัว น้ำตกต้นตอง น้ำตกภูฟ้า น้ำตกศิลาเพชร น้ำตกห้วยนที น้ำตกวังเปียน


รวมถึง “น้ำตกน้ำเปิน” เป็นน้ำตกที่มีลักษณะพิเศษ มีความสูงประมาณ 50 เมตร ไหล ทิ้งดิ่งลงมาจากหน้าผา ก่อนมุดหายลงไปใต้ถ้ำบนภูเขา จนได้ชื่อว่า “น้ำตกที่จมหายไปใต้พิภพ” ซึ่งปัจจุบันน้ำตกแห่งนี้ยังไม่เปิดให้เที่ยวอย่างเป็นทางการ แต่อยู่ในขั้นทดลองเปิดโดยให้ชุมชนบ้านมณีพฤกษ์เป็นผู้จัดกิจกรรมนำเที่ยวน้ำตก

อุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมี ถ้ำผาฆ้อง ถ้ำผาแดง ดอยภูแว เส้นทางศึกษาธรรมชาติชมพูภูคา เส้นทางศึกษาธรรมชาติเดินป่าระยะไกลเด่นช้างนอน เส้นทางศึกษาธรรมชาติเดินป่าระยะไกลน้ำตกขุนน้ำปัว และกิจกรรมล่องแก่งน้ำว้าตอนกลาง เป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจอีกด้วย

รางวัลระดับโลกครั้งแรกของอุทยานฯไทย


อช.ดอยภูคา คว้ารางวัลเหรียญเงินจาก Green Destinations Awards 2026 (ภาพ : อุทยานแห่งชาติดอยภูคา)
ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของจังหวัดน่าน ที่นี่มีการบริหาร จัดการพื้นที่ และการอนุรักษ์ป่าเพื่อความยั่งยืนชั้นดี จนสามารถคว้ารางวัลด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมมาครองหลายรางวัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถคว้ารางวัลเหรียญเงินจาก Green Destinations Awards 2026 มาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นครั้งแรกของอุทยานแห่งชาติในบ้านเรา ที่ได้รับรางวัลระดับโลกจากเวทีนี้

ช่วง 10 ปี ป่าน่านลดลงเกือบ 30,000 ไร่


GISTDA เผยในช่วง 10 ปี (58-68) ป่าน่านลดลงเกือบ 3 หมื่นไร่
แม้อุทยานแห่งชาติดอยภูคาจะเป็นหนึ่งใน “เกราะสีเขียว” ขนาดใหญ่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้พื้นที่ถูกบุกรุกทำลายผืนป่าเพิ่มขึ้น แต่กระนั้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2558-2568) ข้อมูลจาก “กรมป่าไม้” ระบุว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่าคงสภาพ 4,644,739 ไร่ คิดเป็นสัดส่วน 61.10% ของพื้นที่จังหวัดน่าน ลดลง 29,059 ไร่ หรือ 0.63 % ซึ่งแม้จะลดลงไม่มาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผืนป่าน่านยังคงลดลงไม่เพิ่มขึ้น รวมถึงยังขาดการฟื้นฟูป่าทดแทนอีกด้วย

ขณะที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้ให้ข้อมูลว่า การที่ผืนป่าน่านในช่วง 10 ปีลดลงนั้น ปัจจัยหนึ่งมาจาก “การเปลี่ยนแปลงของการใช้ประโยชน์ที่ดิน” โดยการลดลงของพื้นที่ป่านั้นสอดคล้องกับการขยายตัวของพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ยังพบพื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนซ้อนทับกับเขตพื้นที่ป่าอีกด้วย

ปฏิรูปพื้นที่สูงน่าน


ขุนเขาน่านพื้นที่ต้นน้ำ อ.ปัว ที่มีทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม (ภาพ : เพจ สุชาติ ชมกลิ่น)
จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน โดยเฉพาะที่อำเภอปัว เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569

ต่อมาในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจพื้นที่ต้นน้ำ อำเภอปัว จังหวัดน่าน

หลังจากนั้นนายสุชาติได้ให้ข้อมูลว่า จากการสำรวจพื้นที่ต้นน้ำปัว พบว่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาไม่พบการบุกรุกพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ทำกินที่มีอยู่เป็นพื้นที่ของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ส่วนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นพื้นที่ทำกินเดิมของประชาชน ยังคงพบแปลงเกษตรบนพื้นที่สูงและลาดชัน โดยบางจุดมีลักษณะเป็น “เขาหัวโล้น” และมีการปลูกข้าวโพดขึ้นไปเกือบถึงยอดเขา ขณะที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ต้นน้ำและมีความลาดชันสูง จึงมีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายของดินและการไหลบ่าของน้ำเมื่อเกิดฝนตกหนัก

ทั้งนี้นายสุชาติ ได้สั่งกรมป่าไม้ให้ลุยปฏิรูปพื้นที่สูงน่าน เร่งทำความเข้าใจชาวบ้าน โดยเฉพาะพื้นที่ที่กรมป่าไม้ผ่อนปรนให้ทำกิน ต้องย้ำให้ประชาชนปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎระเบียบการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าอย่างเคร่งครัด เพราะการอนุญาตให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำกิน ไม่ได้หมายความว่าสามารถใช้พื้นที่ได้โดยไม่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่ลาดชัน จำเป็นต้องมีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำควบคู่ไปด้วย

กาแฟพืชเศรษฐกิจที่สามารถอยู่ร่วมกับไม้ยืนต้น
“ต้องย้ำว่าเราไม่ได้มองประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดั้งเดิมว่าเป็นผู้บุกรุกทั้งหมด แต่เมื่อรัฐจัดพื้นที่ให้ทำกินแล้ว ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกติกาที่กำหนด โดยเฉพาะการดูแลพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการปลูกไม้ป่ายืนต้น การทำขั้นบันได ลดการใช้ยาฆ่าแมลงและการอนุรักษ์ดินและน้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน”

เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ที่เกิดขึ้นในจังหวัดน่านครั้งนี้ ต้องนำมาเป็นบทเรียนสำคัญในการบริหารจัดการพื้นที่สูง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีความลาดชันมาก ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบด้านว่า พื้นที่ใดควรเป็นพื้นที่ทำกิน พื้นที่ใดควรฟื้นฟูกลับมาเป็นป่า และพื้นที่ใดสามารถทำเกษตรรูปแบบที่เหมาะสมได้ เร่งสำรวจและจัดทำข้อมูลพื้นที่สูงอย่างเป็นระบบ รวมถึงสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการปลูกไม้ยืนต้น การลดพืชเชิงเดี่ยว และการปลูกพืชเศรษฐกิจที่สามารถอยู่ร่วมกับไม้ยืนต้น เช่น กาแฟ โกโก้ อะโวคาโด และไม้ผลต่าง ๆ เพื่อสร้างรายได้ควบคู่กับการปลูกไม้ป่ายืนต้นรักษาพื้นที่ต้นน้ำ

ขุนเขาน่านพื้นที่ต้นน้ำ อ.ปัว ที่มีทั้งพื้นที่ป่า และพื้นที่เกษตรกรรม (ภาพ : เพจ สุชาติ ชมกลิ่น)
“สิ่งที่เราต้องทำคือให้คนอยู่ได้ ชุมชนอยู่ได้ และธรรมชาติอยู่รอด แต่การทำกินต้องอยู่ภายใต้กติกา หากเป็นพื้นที่ต้นน้ำหรือพื้นที่ลาดชันมาก เราต้องปรับรูปแบบการใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดการเปิดพื้นที่เพิ่ม และต้องเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้วยไม้ยืนต้น เพื่อช่วยยึดหน้าดินและชะลอการไหลของน้ำ”นายสุชาติ กล่าว

สำหรับน่านแม้วันนี้จะเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าเป็นอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย แต่จากสถิติ ข้อมูล ตัวเลข และภาพเชิงประจักษ์ แสดงให้เห็นว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2558-2568) น่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ป่าไม้ลดลง แต่มีพื้นที่เกษตรกรรมเพิ่มขึ้น และด้วยความที่น่านเป็นจังหวัดที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง ทำให้ปรากฏภาพ “เขาหัวโล้น” โดยเฉพาะจากการปลูกข้าวโพดอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งนี่นับเป็นโจทย์ใหญ่ที่พี่น้องชาวน่าน ภาครัฐ และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องร่วมด้วยช่วยกัน แก้ไขจุดบกพร่อง เพื่อเปลี่ยนภาพจำใหม่ให้กับจังหวัดน่านให้ได้

ข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่ป่าในจังหวัดน่านช่วง 10 ปี 58-68 จาก GISTDA