xs
xsm
sm
md
lg

งามวิจิตร “วัดพระแก้ววังหน้า” มรดกศิลป์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เปิดให้เข้าชมฟรี นานทีปีครั้ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ท่ามกลางพื้นที่ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ยังมีโบราณสถานสำคัญแห่งหนึ่งที่ซ่อนเรื่องราวของราชสำนัก ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์ไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจ นั่นคือ “วัดบวรสถานสุทธาวาส” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วัดพระแก้ววังหน้า” วัดสำคัญภายในพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า

ความพิเศษของวัดแห่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่สถานะของตัววัด เพราะเป็นวัดที่สร้างอยู่ภายในเขตพระราชวัง จึงไม่ได้มีพระภิกษุจำพรรษา และมิได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบสังฆกรรมตามแบบวัดทั่วไป หากแต่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับพระราชพิธี ขนบธรรมเนียม และโลกแห่งศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะพิธีไหว้ครู พิธีครอบครู และพิธีมงคลต่าง ๆ ของบรรดานาฏศิลปิน ดุริยางคศิลปิน รวมถึงกิจกรรมของกรมศิลปากร

เพียงก้าวเข้าสู่พื้นที่แห่งนี้ จึงให้ความรู้สึกราวกับได้เดินย้อนเวลากลับไปสัมผัสบรรยากาศของ “วังหน้า” ผ่านงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ยังคงได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างงดงาม


วัดบวรสถานสุทธาวาสสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดย สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นผู้ดำริให้ก่อสร้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพได้เสด็จทิวงคตเสียก่อน โครงการก่อสร้างจึงได้รับการสานต่อในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนแล้วเสร็จสมบูรณ์ และได้รับพระราชทานนามว่า “วัดบวรสถานสุทธาวาส”

ชื่อ “วัดพระแก้ววังหน้า” ที่ผู้คนเรียกขานกัน จึงสะท้อนให้เห็นถึงสถานะของวัดในฐานะศาสนสถานประจำพระราชวังบวรสถานมงคล เช่นเดียวกับที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดสำคัญภายในพระบรมมหาราชวัง


หัวใจสำคัญของวัดคือ พระอุโบสถทรงจัตุรมุข อาคารก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ที่มีมุขยื่นออกทั้งสี่ด้าน ตั้งอยู่บนฐานไพทีขนาดใหญ่ซ้อนลดหลั่นกันถึง 3 ชั้น ทำให้ตัวอาคารดูสง่างามและโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็น บริเวณทั้งสี่ด้านมีบันไดทางขึ้นกว้างขวาง หน้ามุขมีพาไลยื่นออกมา และมีเสาระเบียงขนาดใหญ่เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่หลังคาจัตุรมุขมุงกระเบื้องสี เป็นหลังคาลดชั้น 2 ชั้นตามรูปแบบสถาปัตยกรรมในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์


สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาและถือเป็นเอกลักษณ์ คือ ช่อฟ้าแบบปากปลา ซึ่งปลายจงอยงอนขึ้น แตกต่างจากช่อฟ้าแบบปากนกที่พบในสถาปัตยกรรมของวังหลวง รายละเอียดเล็ก ๆ เช่นนี้เองที่ช่วยบอกเล่าความแตกต่างของรูปแบบศิลปกรรมระหว่างราชสำนักวังหน้าและวังหลวงได้อย่างน่าสนใจ


สำหรับพระอุโบสถมีแผนผังเป็นจัตุรมุข มีความยาวจากทิศตะวันออกไปตะวันตกประมาณ 49 เมตร กว้าง 32 เมตร และสูงประมาณ 25 เมตร

ตรงกลางมุขด้านทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งของบุษบกไม้จำหลักสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยสองพระหัตถ์ หรือที่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เรียกว่า “ปางห้ามสมุทร” พระพุทธรูปองค์นี้เริ่มหล่อขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จพระองค์ก็เสด็จทิวงคต ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้ดำเนินการต่อจนสำเร็จ

องค์พระมีพระพักตร์รูปไข่ พระนลาฏกว้าง พระปรางค์สูง พระขนงโก่ง พระนาสิกเป็นสัน พระโอษฐ์อิ่ม และพระเนตรทอดต่ำ พระเศียรมีเม็ดพระศกขนาดเล็กและพระรัศมีเป็นเปลว ครองจีวรห่มเฉียง สบงยาวถึงข้อพระบาท ประทับยืนบนฐานกลมรูปดอกบัว


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของวัดบวรสถานสุทธาวาสอยู่ภายในพระอุโบสถ นั่นคือ จิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเขียนเต็มพื้นที่ผนังทั้งสี่ด้าน โดยเป็นผลงานของจิตรกรหลายคนในสมัยรัชกาลที่ 4 พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ เจ้าฟ้าอิศราพงศ์ ทรงเป็นแม่กองคัดเลือกช่างจากกรมของพระองค์มาร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โดยมีช่างฝีมือสำคัญในยุคนั้น เช่น พระอาจารย์แดงจากวัดหงส์รัตนาราม และนายมั่น


จิตรกรรมทั้งหมดสามารถแบ่งออกเป็น 3 ชุดใหญ่ ๆ โดยแต่ละชุดมีเรื่องราวและความหมายแตกต่างกัน บริเวณฝาผนังส่วนบนเป็นภาพ พุทธประวัติ เริ่มตั้งแต่เหตุการณ์ที่เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นคนชรา คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ก่อนเสด็จออกบรรพชาและตรัสรู้ เรื่องราวดังกล่าวถูกนำมาเขียนซ้ำถึง 26 ชุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าครั้งนั้นมีการรวบรวมช่างเขียนฝีมือดีมาร่วมกันสร้างสรรค์และประชันฝีมือ จนกลายเป็นหนึ่งในโบราณสถานที่รวบรวมฝีมือช่างเขียนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 4 ไว้เป็นจำนวนมาก


ส่วนมุขด้านตะวันตก ซึ่งเป็นด้านประดิษฐานพระพุทธรูปยืน เขียนเป็นภาพ เทพชุมนุม โดยมีสุริยเทพและจันทรเทพอยู่ด้านซ้ายและขวา ซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงมีบทบาทในการอำนวยการบูรณปฏิสังขรณ์

ขณะที่มุขด้านตะวันออกเป็นภาพการตรัสรู้ มุขด้านใต้เป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงห้ามพระญาติที่ทะเลาะกันจากปัญหาเรื่องการแย่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ส่วนมุขด้านเหนือเป็นภาพเสด็จปรินิพพานและการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ


จิตรกรรมส่วนล่างเป็นเรื่องราวจาก ตำนานพระพุทธสิหิงค์ ฉบับพระโพธิรังษี ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่การกำเนิดพระพุทธสิหิงค์ ไปจนถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้

เรื่องราวเริ่มจากพระยานาคอาสาเนรมิตองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธรูปประทับเหนือสัตรัตนบัลลังก์ เพื่อถวายแก่พระราชาชาวสิงหฬ ก่อนที่พระราชาจะโปรดให้สร้างพระพุทธสิหิงค์ตามพุทธลักษณะดังกล่าว


เรื่องราวดำเนินต่อไปจนถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงเชิญพระพุทธสิหิงค์จากเชียงใหม่ มาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ในพระราชวังบวรสถานมงคล

ภาพจิตรกรรมจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตกแต่งผนังให้สวยงาม แต่ยังเป็นเสมือน “หนังสือประวัติศาสตร์” ขนาดใหญ่ที่บันทึกเรื่องราว ความเชื่อ และโลกทัศน์ของผู้คนในยุคนั้นเอาไว้


ความน่าสนใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะบานประตูและหน้าต่างของพระอุโบสถทั้ง 27 ช่อง รวมเป็น 54 บาน ล้วนมีงานจิตรกรรมประดับอยู่ เรื่องราวที่ปรากฏมีทั้งภาพเทพเจ้าในปางต่าง ๆ รวมถึงเรื่องราวจากวรรณคดีและคัมภีร์สำคัญ เช่น คัมภีร์ภารตนาฏยศาสตร์ รามเกียรติ์ และนารายณ์สิบปาง


ความงดงามของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่เพียงความวิจิตรของงานช่าง หากอยู่ที่การที่ศิลปกรรมเหล่านี้สามารถทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของบ้านเมือง ผู้คน ราชสำนัก ความเชื่อ และวิถีทางศิลปะของคนในอดีตมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน


วัดบวรสถานสุทธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้า จึงเป็นอีกหนึ่งมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การทำความรู้จัก โดยเฉพาะสำหรับคนที่หลงใหลประวัติศาสตร์ ศิลปกรรมไทย และเรื่องราวของกรุงเทพฯ ในยุคที่วังหน้าเคยเป็นศูนย์กลางสำคัญแห่งหนึ่งของพระนคร


สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) เป็นหนึ่งสถานที่ในเส้นทางเส้นทางท่องเที่ยวทางมรดกวัฒนธรรม "รากนครา มรรคาแห่งรัตนโกสินทร์" จัดขึ้นโดยกรมศิลปากร ซึ่งเปิดให้เข้าชมพระอุโบสถ ตั้งแต่วันนี้ - 20 กันยายน 2569 เวลา 09:00 - 16:00 น. (บางบริเวณปิดบูรณะ) เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน


นอกจากนี้กรมศิลปากร โดยกองโบราณคดี จัดรอบการนำชมภายในพระอุโบสถวัดบวรสถานสุทธาวาส (วัดพระแก้ววังหน้า) วันละ 2 รอบ ได้แก่ รอบที่ 1 เวลา 13.00 น. และรอบที่ 2 เวลา 15.00 น. ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 20 กันยายน 2569